แปลงโฉมเป็นผู้ชาย!!! ‘หมิว ลลิตา’ เปิดเบื้องหลัง ‘ล่า2017’ ทุ่มสุดตัวแต่งหน้าเอฟเฟกต์สุดเนียน (ชมคลิป)

0
313

หมิว ลลิตา กับคลิปเบื้องหลังการแปลงโฉมในละคร ล่า ทุ่มสุดตัวแต่งหน้าเอฟเฟกต์ เป็นผู้ชายแบบเหมือนเป๊ะ มีทั้งหนวด เครา ขนหน้าอก !! ทำเอาแฟน ๆ ละครฮือฮากันไม่น้อย เมื่อได้เห็นโฉมใหม่ของนางเอกเจ้าบทบาท หมิว ลลิตา ในตัวอย่างละครเรื่อง ล่า ทางช่อง one กับการปลอมตัวเป็นผู้ชายอย่างเนียนจนเหมือนเป็นคนละคน ดูหล่อ เป๊ะ จนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือเธอ เรียกได้ว่าเป็นมิติใหม่ของวงการละครไทยกันเลยทีเดียว

ช่อง one ก็ได้เผยคลิป สัมภาษณ์ “หมิว” กับการรับบทบาทการแปลงโฉม 7 บุคลิกเพื่อออกล่า ซึ่งทาง หมิว ลลิตา ได้มาเปิดใจถึงการรับบทบาทที่ยากที่สุดในชีวิต กับเบื้องหลังการแต่งหน้าเอฟเฟกต์สุดหิน โดยเฉพาะการแต่งเป็นผู้ชาย ที่ไม่ใช่แค่ติดหนวดเคราสุดเนียน แต่มีการเปลี่ยนรูปหน้า ทรงจมูก แถมยังเปลี่ยนรูปร่างโดยสิ้นเชิง เป็นผู้ชายเต็มตัว แบบมีขนหน้าอกแหวกโชว์ด้วย !!

กว่าจะได้ความเนียน เป๊ะ แบบที่เราเห็นในตัวอย่าง ก็ต้องผ่านขั้นตอนทางเทคนิคมากมาย ซึ่งตัวพี่หมิวเอง กลัวการแต่งหน้าเอฟเฟกต์มาก แต่ก็ยอมทุ่มเทเพื่อละคร “ล่า” เห็นแบบนี้แล้วบอกเลยว่าแฟน ๆ ห้ามพลาดชมเด็ดขาดเลยค่ะ เพราะอะไรถึงตัดสินใจรับบท‘มธุสร‘ ในเรื่อง ‘ล่า‘ ? ตอนแรกที่ได้รับการติดต่อมาก็ไม่มั่นใจว่าจะรับผิดชอบเรื่องนี้ได้แค่ไหน เพราะว่าเป็นบทที่ยากและโด่งดังมากเมื่อ 23 ปีที่แล้ว

- Advertisement -

คนติดภาพล่าในเวอร์ชั่นเก่าซึ่งเราต้องมาเล่นรีเมก ที่ผ่านมาหมิวมักจะเล่นก่อนแล้วคนอื่นค่อยมารีเมก ไม่ค่อยได้เล่นต่อจากใคร ซึ่งเวอร์ชั่นพี่นก (สินจัย เปล่งพานิช) ก็ทำไว้ดีและเต็มที่มาก เราก็กลัวว่าจะทำได้ไม่ถึงบทบาท แต่มาคิดอีกทีว่าเมื่อโอกาสมาแล้ว เป็นบทบาทที่ไม่ได้เข้าถึงง่ายๆ เป็นเรื่องราวความโศกเศร้าของชีวิตแม่ลูกคู่หนึ่งที่เป็นผู้ถูกกระทำ ถูกข่มขืนและต้องใช้ชีวิตต่อไปด้วยการล่าเพื่อลูก

มันก็มีไม่บ่อยในรูปแบบละครไทย เลยคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสหนึ่งทางการแสดงที่จะพัฒนาตัวเองไปด้วย และยังเหมือนเป็นการตีแผ่ข่าวบางข่าวที่เห็นในทีวีอยู่บ่อยๆ ซึ่งเราเองก็โศกเศร้า ใจหาย เสียใจกับเหตุการณ์นั้นๆ เราก็เหมือนเป็นตัวแทนของเหตุการณ์นั้นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับผู้ถูกกระทำ การทำงานชิ้นนี้ต้องเรียนหรือศึกษาอะไรเพิ่มเติมบ้างไหมคะ ?

ส่วนใหญ่ก็จะออกกำลังกายและอ่านบทก่อนทุกครั้งที่จะไปแสดง ทำตัวเป็นผ้าขาว เพื่อไปเจอผู้กำกับที่จะใส่มาให้เราในวันนั้นว่าจะให้เล่นเป็นอะไร แต่ก็มีที่ไปเรียนเต้นโพลแดนซ์เพิ่ม คือมีฉากที่จะต้องเล่นเป็นโสเภณีต้องเต้นโพลแดนซ์ ตอนแรกก็บอกไปว่าเต้นไม่ได้หรอก อายุมากแล้วใช้แสตนอินดีกว่า ไปๆ มาๆ กองฯและพี่สันต์ ศรีแก้วหล่อ (ผู้กำกับ) ก็เลื่อนวันที่จะถ่ายออกไป เพื่อให้เราได้เรียน

ตอนนั้นใจหมิวคิดว่าลองไปสักครั้งหนึ่งให้เขาเห็นว่าเราทำไม่ได้ก็แล้วกัน จำได้ว่าวันแรกที่ซ้อมเสร็จ อีกวันแทบจะลุกไม่ขึ้นเลย แต่ได้เหงื่อดี ได้ออกกำลังกาย หลังจากนั้นก็รู้สึกว่าดีเหมือนกันนะ เพราะว่าเวลาซ้อม เราเห็นกระจก เห็นคาแร็กเตอร์ที่เปลี่ยนไป กลายเป็นส่วนประกอบในการเล่นละครฉากนั้นได้ดี ก็รู้สึกว่า OK! เลยมาซ้อมต่อเนื่อง แต่ตอนถ่ายก็ไม่ใช่หมิวทั้งหมด ท่ายากๆ ก็ยังใช้แสตนอินอยู่

การรับบท ‘มธุสร’ ในเรื่อง ‘ล่า‘ ทำให้ถึงกับออกปากว่ายากที่สุดในชีวิต ? เพราะต้องมีแต่งเอ็ฟเฟ็กต์ ไปหล่อซิลิโคน เพื่อจะมาเติมหน้าเป็นลุคคนแก่, ผู้ชาย, ผู้หญิงที่ชอบทำศัลกรรมบ่อยๆ ฯลฯ ทุกครั้งที่เปลี่ยนเป็นคนอื่น เราต้องใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วเวลาจะลอกออกก็จะใช้กาวพิเศษไม่ใช่การล้างหน้าเหมือนการแต่งหน้าปกติทั่วไป

แต่ทุกอย่างก็ช่วยในการแสดงมาก อย่างตอนเป็นผู้ชาย หมิวยังคิดว่าจะเล่นยังไง แต่พอเอฟเฟ็กต์แต่งเต็มก็แทบจะเล่นน้อยลงเลย เราก็แค่ดูเรื่องท่าทางและควบคุมเสียง การแต่งเอ็ฟเฟ็กต์ช่วยในการแสดงได้เยอะมาก มีจุดไหนในการแต่งเอฟเฟ็กต์ที่ทำให้รู้สึกกลัวบ้าง ? ตอนหล่อเอฟเฟ็กต์ครั้งแรกที่ต้องเทอะไรเละๆ ลงมาทั้งหัว แล้วก็ปิดทั้งหู ทั้งตา เราแค่หายใจ ตรงนั้นรู้สึกว่าอึดอัด แค่ 5-10 นาทีก็จะแย่แล้ว ดีที่เขามีฟิตติ้งก่อนทุกครั้ง

เพราะฉะนั้นก็เลยลองผิดลองถูกกันก่อน วันฟิตติ้งใช้เวลา 4 ชั่วโมงต่อหนึ่งคาแรกเตอร์ พอวันถ่ายจริงก็ลดอุปกรณ์ลงบ้าง ลดเวลาลงบ้างเหลือ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งทุกคาแร็กเตอร์แต่งยากหมด อย่างตอนที่แต่งเป็นคนแก่ พอใส่ซิลิโคนเสร็จก็ต้องใส่ผมหงอก แล้วก็ต้องใส่วิกอีก ส่วนตอนเป็นคนผิวสีก็ต้องพอกตัวหนา ใส่ทั้งจมูก ใส่ทั้งคาง ใส่ทั้งวิก สรุปว่ายากทุกลุค แล้วตอนถ่าย ซิลิโคนก็อยู่กับเราตั้งแต่เช้าจนถึง 4 ทุ่ม ติดตึงๆ ไปทั้งวัน

3 เรื่องที่รู้สึกว่ายากที่สุดสำหรับการแสดงละครเรื่องนี้คืออะไร ? หนึ่งคือเอฟเฟ็กต์ที่เราต้องอยู่กับมันเป็นวันๆ สองคือการแสดงซึ่งแม้ว่าจะมีประสบการณ์มานานแล้ว แต่การแสดงที่รันทดก็ต้องคอยกดอารมณ์ตัวเองพอสมควร บางทีฉากดราม่าเราจะเปลี่ยนอารมณ์ไปมามากมายไม่ได้ ต้องคุมอารมณ์ให้อยู่ในระดับตรงนี้แล้วก็ดูความรู้สึกของผู้หญิงคนนี้อย่างต่อเนื่องว่าเป็นอย่างไร

แล้วยังมีความต่อเนื่องจากเริ่มฆ่าคนแรกๆ จนถึงเพี้ยนฆ่าคนสุดท้าย ฉะนั้นเรื่องของการแสดงก็ต้องคอยควบคุมตลอด และสามก็คือการคุยกับตัวเอง อย่างไบโพลาคือการเป็นคนสองบุคลิก แต่นี่เราเล่นหลายบุคลิก ทำให้การพัฒนาของตัวละครยากขึ้นด้วย เท่าที่เคยได้ดูมา ตัวละครตัวนี้จะมีอาการหลอนด้วย ระดับความหลอนของตัวละครตัวนี้มีมากน้อยแค่ไหนคะ ?

ช่วงฆ่าคนหลังๆ นี่หลอนมาก เพราะพอฆ่าแล้วก็เล่นกับตัวเอง แล้วเวลาเล่นกับตัวเองมันเป็นทั้งตัวมธุสรที่ไม่กล้า แล้วมาพูดกับไอ้ตัวที่ฆ่าตั้งแต่ระดับที่หนึ่งถึงเจ็ด ฆ่าคนแรกเสร็จ พอมาถึงคนที่สองก็มีวิธีการฆ่าอีกแบบหนึ่ง พอฆ่าคนที่ 3 ด้วยคาแรกเตอร์ที่ไปฆ่าก็เปลี่ยน แล้วก็ยังกลับไปคุยกับมธุสรคนเดิมที่เจอตามเงากระจกอีก มันก็วุ่นวายอยู่เหมือนกันนะเรื่องนี้ เหมือนเล่นละครประมาณ 7 เรื่อง

มีฉากไหนที่ต้องใช้พลังการแสดงเยอะมาก แบบที่กลับบ้านไปแล้วสลบเลย ? เวลาที่เล่นฉากฆ่าคน จะสลบเหมือดทุกครั้งเพราะถ่ายกันถึงตีสี่ ตีห้า (หัวเราะ) เราเริ่มถ่ายกันตั้งแต่ตอนเย็นไล่ไปเรื่อยๆ ทุกคนก็หมดแรงเหมือนกันหมดแหละค่ะ ไม่ว่าจะเราหรือทีมงาน เรื่องนี้ไม่ใช่หมิวคนเดียว ทีมงานก็ต้องเหนื่อยมาก เรายังได้พักหรือสลับบ้าง แต่คนที่ต้องเตรียมงานเขาแทบไม่ได้พักเลย คือทุกคนเหนื่อยหมด หมิวไม่ได้เหนื่อยไปกว่าใครเลย

เรื่องนี้เป็นเป็นละครที่เครียดและหลอน แล้วบรรยากาศในกองถ่ายล่ะคะเป็นอย่างไร ? ตอนที่จะต้องถ่ายฉากฆ่า หรือซีนอารมณ์ เราก็คงไม่ได้เล่นกัน แต่ช่วงพัก หรือระหว่างการเปลี่ยนฉากบางครั้งก็คุยเล่นกันบ้าง เราไม่สามารถจะอยู่กับความเครียดนั้นได้ตลอดเวลา (อย่างนักแสดงที่ตัวจริงค่อนข้างจะเป็นคนอารมณ์ดีอย่าง แจ๊ค-เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ หรือ เผือก-พงศกร จงวิลาศ ซึ่งรับบทเป็นคนร้ายในเรื่อง

ระหว่างที่ทำงานด้วยกัน พวกเขาได้เข้ามาสร้างสีสันให้กับกองถ่ายอย่างไรบ้าง?) ในเรื่องเขาก็เครียดนะคะ เขาก็ต้องเก็บอารมณ์เหมือนกัน แต่พอช่วงพักก็คุยสนุก เผือกจะแนวกวนๆ หน่อย ส่วนแจ๊คเขาเป็นคนที่คุยได้ตลอดเวลา น้องๆ แต่ละคนมาเจอกับหมิวแค่ไม่กี่วันหรอก เพราะว่าเราต้องฆ่าทีละคน มีรวมตัวกันครบก็เป็นฉากข่มขืน ฉากนั้นถ่ายอยู่ 3 วัน 3 คืน ก็มีเล่นกันบ้าง

แต่เวลาก็เป็นตัวกำหนดให้เราต้องรีบเหมือนกัน ในฉากนี้ทุกคนให้เกียรติเรามาก เวลาที่จะเล่นเขาก็ยกมือไหว้ขอโทษ เพราะเราเป็นผู้หญิง (พวกเขาเกร็งกันไหม?) ไม่เกร็งหรอกค่ะ แต่เขากลัวข้อผิดพลาดในบทเหล่านั้นมากกว่า เพราะว่าบางทีเวลาเราร้อง เราป้องกันตัวเอง เขาไม่รู้หรอกว่า เป็นจริงๆ หรือเปล่า เลยต้องนัดคิวกันไว้เหมือนกัน

ทราบว่าได้คุยกับนก สินจัยเกี่ยวกับบทบาทการแสดงเรื่องนี้ด้วย ? พอรู้ว่าจะได้เล่น แล้วมีโอกาสได้เจอกันก็เลยขอคำแนะนำจากพี่นก เขาก็บอกว่าอย่ามาดูของพี่นะ เล่นไปตามที่ตัวเองเข้าใจ เล่นไปตามที่ปัจจุบันเขาอยากให้เป็น แต่ก็แอบดูอยู่ดี คือแอบดูเป็นแนวทาง แต่ก็ไม่ได้ก็อปปี้พี่นกนะคะ แค่ดูเพื่อที่จะได้รู้ว่าเรื่องตรงนั้นเป็นอย่างไร เหมือนเป็นการเรียนรู้ในเรื่องบท แต่เวอร์ชั่นในยุคปัจจุบันก็เป็นไปตามบทโทรทัศน์ที่เขาเขียนมาให้เข้ากับยุคนี้

การที่ ‘ล่า’ เวอร์ชั่นที่ ‘นก สินจัย’ แสดงได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง สร้างความกดดันให้กับคุณบ้างไหม ? คงเป็นแค่ช่วงแรก แต่พอรับแสดงแล้ว และพี่นกปล่อยให้เราเป็นอิสระในแนวทางของเรา ก็ลิงโลดเลย หมิวไม่ได้คิดในแง่นั้น แต่คิดว่าทำอย่างไรให้สมจริงที่สุด ที่จะไม่ให้คนดูผิดหวัง รู้สึกอย่างไรที่นก สินจัยบอกว่า ‘หมิว ลลิตา’ คือคนที่เหมาะที่สุดที่จะรับบทมธุสรในเวลานี้ ?

เป็นการให้กำลังใจกันน่ะคะ จริงๆ ใครเล่นก็ได้ แต่ว่ามันตกมาที่เรา คืออายุเท่านี้ ได้มีโอกาสที่ดี ได้บทที่เล่นได้เยอะขนาดนี้ก็ถือว่าหมิวโชคดี อยากรู้ว่ามธุสร ในปี 2560 จะเป็นอย่างไร ? เค้าโครงก็เหมือนเดิมทุกอย่างนะคะ แต่วิธีขยี้ของพี่สันต์ก็จะเป็นแนวของเขา ซึ่งถ้าถามว่าแตกต่างกันอย่างไร ก็ยังตอบไม่ได้ เพราะตอนเล่นขนาดมอนิเตอร์ยังไม่ค่อยได้ดูเลย เลยคิดว่ามันแตกต่างกันโดยบทโทรทัศน์

เหตุการณ์เมื่อ 20 ปีที่แล้วอาจจะแตกต่างจากเหตุการณ์ปัจจุบัน ยุคนี้ก็ต้องมีโซเชี่ยลมีเดียเข้ามาเกี่ยวข้อง มีสื่ออินเตอร์เน็ตเข้ามาช่วยทางมธุสรหรือทางโจรเอง เกี่ยวกับเรื่องคดี เกี่ยวกับเรื่องการล่า เลยทำให้สนุกขึ้นไปอีกแบบหนึ่ง นอกเหนือจากดราม่าแล้ว ยังมีเรื่องแอ็คชั่น ความโรคจิตของมธุสร ก็เหมือนกับเป็นการพัฒนาบทให้เข้ากับสังคมในยุคนี้ คิดว่าละครเรื่องนี้จะส่งต่ออะไรให้กับสังคมบ้าง ?

เรื่องนี้เป็นตัวแทนความเดือดร้อนของแม่ลูกคู่หนึ่ง ที่ชีวิตพลิกผันจากเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะโดนสามีทำร้ายร่างกาย ทำร้ายจิตใจ และโดนผู้ชายรุมข่มขืนแล้วยังข่มขืนลูกต่อหน้าตัวเองอีก ทางด้านจิตใจก็คงจะพังไปเลย แล้วอะไรที่ทำให้เขาต้องล่า เขาทำเพื่อลูกหรือว่าอะไร มันก็จะเป็นอรรถรสของละครแล้วล่ะ

แต่ก็แทรกเรื่องจริงที่ว่าสมัยนี้เหตุการณ์เหล่านี้ยังมีอยู่นะ ไม่ได้หายไป บางทีกฎหมายก็ช่วยได้ แต่บางทีก็ช่วยไม่ได้ในเหตุผลต่างๆ แต่ว่าในฐานะประชาชนเราก็ทำได้แค่เล่าว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องเตือนสติให้อยู่แบบไม่ประมาท ก็อาจจะเป็นเสียงส่วนหนึ่งที่องค์กรต่างๆ จะเข้ามาช่วยเหลือผู้หญิงเหล่านี้ หรือว่าทำอย่างไรให้เขาไม่มาเจอเรื่องราวแบบนี้

จากการแสดงเรื่องนี้ คิดว่าจะทำให้วิถีทางการแสดงเปลี่ยนไปไหมคะ ? หมิวกลัวว่าจะมีแต่ละครแอ็คชั่นมาให้เล่นจังเลย (หัวเราะ) หมิวบอกเลยนะว่าไม่ชิน มีวิธีการออกจากคาแร็กเตอร์ของมธุสรอย่างไรคะ ? ถอดชุด ถอดเอฟเฟค จะถอดคาแร็กเตอร์ก่อนถึงบ้านทุกครั้ง เพราะว่าต้องไปโฟกัสที่ลูก ซึ่งลูกคงไม่อยากเห็นแม่เป็นทุกข์แบบมธุสร ทุกวันหมิวจะเอารูปไปให้ลูกดูว่าเราเล่นเป็นอะไร แค่เห็นเขายังหลอน ยังกลัว ก็จะบอกเขาว่านี้เป็นแค่การแสดง

ฉะนั้นพอถึงบ้าน เราอยู่กับลูกก็จะกลายเป็นเรื่องอื่นแล้ว ตัดเรื่องงานไปเลยอยากสนุกกับเขา อยากให้เขามีความสุข เลยไม่ค่อยได้อยู่กับมธุสรเท่าไร เพราะว่าชีวิตเขารันทดเกินกว่าที่จะพาเขากลับบ้านไปด้วย ก่อนที่จะรับแสดงเรื่องนี้บอกกับสองหนุ่มอย่างไรบ้าง ? ก็บอกว่าแม่รับแสดงเรื่องนี้นะ มีอะไรที่โหดๆ เยอะ พยายามให้เขาเข้าใจว่านี่คือการแสดงบทบาทของผู้หญิงที่มีเค้าโครงจากเรื่องจริงซึ่งเกิดขึ้นในสังคมปัจจุบัน

เขาเองก็ได้เห็นในข่าว ซึ่งเขาก็รู้ว่าหมิวเป็นนักแสดง มันเป็นอาชีพของเรา (น้องๆ ให้กำลังใจอย่างไรบ้าง?) เวลาที่อยู่ด้วยกัน เขาก็เอาใจเรา และทำบรรยากาศให้ดี (ตอนนี้น้องอีตันยังนวดให้คุณแม่อยู่หรือเปล่า?) ตอนนี้ไม่ค่อยแล้วค่ะ เพราะต้องดูแลสาว ชีวิตหมิวก็เลยพลิกผันน่าสงสารขึ้นมาเลย เป็นคุณแม่ที่มีลูกชายอยู่ในวัยกำลังโต ซึ่งต่างกับเราทั้งเพศและวัยอย่างนี้ มีการรับมืออย่างไร ?

ปล่อยไปตามธรรมชาตินะคะ เพราะเดี๋ยวนี้สื่อต่างๆ เด็กสามารถเข้าถึงได้เอง เขารู้เรื่องต่างๆ ได้เร็วกว่าตอนที่เราอายุเท่าเขาเสียอีก หมิวก็พยายามเป็นเพื่อนกับเขา ให้เขาคุยกับเราได้ทุกเรื่องอย่างเปิดเผย ส่วนใหญ่ก็จะคุยเรื่องทั่วๆ ไปให้เขาไม่ประมาท ไม่ไปสุ่มเสี่ยงกับเรื่องอันตราย ให้รู้ดีรู้ชั่ว และตอนนี้หมิวเห็นข้อดีของการที่ลูกๆ เล่นกีฬานะคะ

นอกจากจะทำให้สุขภาพแข็งแรงแล้ว สมองก็ยังปลอดโปร่ง หัดให้มีน้ำใจนักกีฬา ฝึกการทำงานเป็นทีม แล้วเขาได้ไปแข่งที่ต่างประเทศกันทั้งคู่ ได้ประสบการณ์กันเยอะแยะเลย ทำให้เราแทบจะไม่ต้องสอนเขามากมาย เพราะครูจะเป็นผู้นำทีม ซึ่งจะสอนให้เด็กดูแลกัน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของทีม การเดินทาง หรือว่าประสบการณ์ มีทั้งโรงเรียนและครูใส่ใจ คือเราก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนมากในหนึ่งวันเขาก็จะอยู่กับทางโรงเรียน

มีคำสอนไหนที่คุณแม่แมว (จารุวรรณ ปัญโญภาส) สอนคุณและนำมาสอนน้องๆ ต่อบ้าง ? แม่จะเน้นในเรื่องความมีวินัย เพราะว่าเรื่องอื่นก็แล้วแต่เหตุการณ์ไป โตๆ กันแล้ว เราก็ต้องรู้กันเอง ผู้หญิงเราก็เป็นเพียงคนๆ หนึ่งที่วันหนึ่งก็จะมีเรื่องที่ทำให้หัวใจแข็งแรงและอ่อนแอ คุณเองเป็นคนที่ชอบเขียนโค้ตคำพูดดีๆ แปะโพสอิทไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน ในวันที่ผู้หญิงหลายคนรู้สึกแย่ คุณจะคิดถึงโค้ตคำพูดไหนที่จะบอกพวกเขาคะ?

เราพยายามที่จะอยู่กับปัจจุบัน และให้โอกาสตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ การที่เราไปรอคนให้กำลังใจ หรือรอสิ่งที่ต้องให้คนอื่นมาสนับสนุน บางทีมันก็ดีสำหรับชีวิต แต่จริงๆ แล้วในที่สุดเราให้กำลังใจตัวเองอยู่ดี บอกตัวเองว่าเราจะผ่านพ้นปัญหานั้นไปได้ เพียงแต่ต้องให้เวลาและให้กำลังใจตัวเองเยอะๆ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here