ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ!!! นักร้องหนุ่ม ‘ฮิวโก้ จุลจักร’ ควงคุณแม่ ‘แอลเลน เลวี’ เปิดบ้าน “วังจักรพงษ์” มรดกตกทอดจาก ร.5 สถานที่ผูกพันตั้งแต่วัยเด็ก (ชมคลิป)

0
716

ไม่ได้เห็นกันบ่อยๆ นักร้องหนุ่ม ฮิวโก้ จุลจักร ควงคุณแม่ แอลเลน เลวี เปิดบ้าน (วังจักรพงษ์) สถานที่ผูกพันตั้งแต่วัยเด็ก ให้แฟนๆ ได้ชม แถมคุณแม่ของหนุ่มฮิวโก้ ยังมาเล่าเรื่องราวของครอบครัวให้ฟัง พร้อมพาไปชมของเก่าแก่ ขณะที่โดยรอบปรับเป็นโรงแรม และมีร้านอาหาร วิวสวยมากๆ ด้วย หนุ่มฮิวโก้ ยังมาเล่าว่า

ตัวเองเกิดที่อังกฤษ แต่มาโตที่วังแห่งนี้ จึงมีความผูกพันมาก ต้องชมคุณแม่รักษา ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง แต่ไม่เคยเสียวิญญาณของพื้นที่ไป สามารถปรับเป็นสถานที่ให้หล่อเลี้ยงสถานที่นี่และพนักงานได้ ขณะที่คุณแม่ บอกว่า มีความสุขที่ทำให้คนที่มาแล้วชอบ มีความสุข แม้จะเหนื่อยก็ตาม

ฮิวโก้ บอกว่า ตอนนี้หลังมีเพลงใหม่ออกไปแล้ว ก็มีออกทัวร์คอนเสิร์ตเรื่อยๆ ฝากติดตามได้ในเพจของตัวเองด้วย โดยเล็ก ฮิวโก้ จักรพงษ์ เป็นบุตรชายคนโตของหม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ กับ แอลเลน เลวี เป็นหลานตาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ

- Advertisement -

บ้านจักรพงษ์มีอายุถึงปัจจุบันกว่า 100 ปี เป็นบ้านที่ถูกสร้างขึ้นโดยต้นราชสกุลจักรพงษ์ จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ หากแต่ท่านมิได้ประทับอยู่ ณ บ้านหลังนี้ เมื่อเสด็จทิวงคต บ้านหลังนี้จึงตกเป็นของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เมื่อทรงเสกสมรสกับ หม่อมเอลิซาเบธ ชาวอังกฤษ ทรงมีพระธิดาคนเดียวคือคุณหญิงสา หรือคุณแม่ของ “ฮิวโก้” หรือ เล็ก-จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินดารามีชื่อ

รูปแบบสถาปัตยกรรมของบ้านจักรพงษ์เป็นสไตล์อิตาลี ตั้งอยู่บนพื้นที่มากกว่า 2 ไร่ (แต่ปัจจุบันเหลือพื้นที่ทั้งหมด 2 ไร่ เนื่องจากมีการแบ่งที่ดินขายไปก่อนหน้านั้น) ตัวอาคารมี 3 ชั้น ด้านบนเป็นหอคอยซึ่งใช้เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพระพันปีหลวง จอมพล สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ และ หม่อมเอลิซาเบธ ซึ่งคุณหญิงสาจะต้องขึ้นไปกราบไหว้สักการะทุกครั้งเมื่อตนเองจะเดินทางจากบ้านหลังนี้ไปที่ใดสักแห่ง

“บ้านจักรพงษ์ในอดีตไม่ได้สวยงามเหมือนอย่างที่เห็น บ้านดูเหมือนใหญ่เพราะสมัยก่อนนิยมสร้างบ้านเพดานสูงเพื่อให้ลมถ่ายเท แต่จริงๆ แล้วมีห้องนอนแค่ 4 ห้องเท่านั้น โถงรับแขกที่เรานั่งอยู่เมื่อก่อนเป็นห้องเปิดโล่ง ร้อน ยุงบินเต็มไปหมด และยังมีเสียงเรือดังจนได้ยินมาถึงในบ้าน ไม่มีส่วนให้นั่งเล่น “สมัยเด็กๆ ก็ไม่ได้เป็นที่ๆ คนนิยม หรือเห็นคุณค่าเท่าไร ตอนอยู่โรงเรียนเพื่อนๆ จะอยู่สุขุมวิท เขาจะเห็นว่าเราน่าสงสารที่อยู่ปากคลองตลาด เพิ่งมาช่วงหลังที่บูมขึ้นมา”

หลังจากคุณหญิงเดินทางกลับมาจากประเทศอังกฤษจึงเกิดความคิดเรื่องซ่อมแซม ปรับปรุงบ้านหลังนี้เสียใหม่ เนื่องจากโครงสร้างเดิมของอาคารและพื้นห้องยังใช้ได้ จึงมีการเพิ่มเติมส่วนต่างๆ ของบ้านไม่มากนัก จะมีแต่เพียงการนำของตกแต่งที่เคยถูกเก็บไว้ในห้องใต้ดินออกมาใช้ประดับเพิ่มเติม ไปพร้อมกับการซื้อหาของเก่าที่เธอชื่นชอบเข้ามาเพิ่มบรรยากาศในบ้าน

“ พื้นกระเบื้อง พื้นไม้ ประตู โครงสร้างหลักๆ ของบ้านหลังนี้สวยอยู่แล้ว เราจึงไม่ได้เปลี่ยนเลย แต่สิ่งที่ไม่ดีคือพวกสายไฟ ท่อน้ำที่ผุ เราต่อเติมแค่เฉลียงให้ยื่นออกไปตรงสวนนอกบ้าน กำแพงทางขึ้นก็เอาออกเพื่อให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้น ของตกแต่งเป็นของเก่าแก่จากรุ่นคุณปู่ รุ่นคุณพ่อ ที่เก็บไว้ในห้องใต้ดินเช่นพวกเครื่องมุก ถ้วยชามเบญจรงค์ แต่ก็ซื้อของเก่าเพิ่มมาบ้าง เลยชอบสไตล์ผสมผสาน บางคนเห็นว่ายุ่งเหยิงเกินไป แต่เราอยากทำให้บ้านเหมือนวังปารุสก์ที่เคยเห็นในรูป ผนังบ้านจะติดรูปเยอะมาก มีรูปปั้นม้าที่ทูลหม่อมปู่ทรงตอนอยู่รัสเซีย เราก็เลยเอาของพวกนี้ขึ้นมา”

ปัจจุบันบ้านหลังนี้จึงมีห้องโถงด้านหน้าใช้สำหรับนั่งเล่น พูดคุยกันระหว่างคนภายในครอบครัว หรือใช้ต้อนรับแขกแบบไม่เป็นทางการมากนัก สำหรับห้องแดงใช้สำหรับต้อนรับแขกผู้ใหญ่ที่อาจจะดูเป็นทางการขึ้นมา ในบริเวณติดกันมีห้องรับประทานอาหาร และมีห้องทรงพระอักษรในพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ส่วนด้านบนมีห้องนอนอีก 4 ห้อง และชั้นสามของอาคารกำลังจะถูกปรับเป็นออฟฟิศสำหรับการทำงานหนังสือของคุณหญิงสา ซึ่งค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว

“ความทรงจำต่อบ้านหลังนี้ดิฉันว่ามันคือบ้านเกิดของดิฉัน เพราะแรกเริ่มที่เรามีความคิดในสมองก็เป็นบ้านหลังนี้ และเราก็ผูกพันกับบ้านหลังนี้เพราะเราตกแต่ง ปรับเปลี่ยนบ้านหลังนี้ด้วยตัวเอง สำหรับดิฉันแล้วที่นี่คือ “บ้าน สถานที่ๆ ทำให้เรารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย มีความผูกพันถึงพ่อแม่ และหวังว่าลูกหลานจะรักษาต่อไป”

วันเวลากว่า 100 ปีที่หมุนผ่านไป ทำให้ “บ้านจักรพงษ์” เป็นบ้านที่เต็มไปด้วยเรื่องราวหลากมิติ ทั้งในด้านของสถาปัตยกรรมที่งดงาม ประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละยุคสมัย ความรัก การจากพราก ล้วนเกิดขึ้นภายในบ้านหลังนี้ จึงไม่ใช่โอกาสที่เกิดขึ้นบ่อยนักที่เราจะได้ชื่นชมความสวยงามของบ้านไปพร้อมๆ กับความทรงจำจากการบอกเล่าของเจ้าของบ้านตัวจริง

ต้องบอกว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่สวยงามมากๆ สำหรับ “วังจักรพงษ์” หรือ วังท่าเตียน ของ หม่อมราชวงศ์ นริศรา จักรพงษ์ ผู้เป็นมารดาของนักร้องหนุ่ม “ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์” สำหรับวังจักรพงษ์นั้น เป็นอาคารตึกสไตล์อิตาเลียนวิลล่า ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2452 โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ที่ต้องการให้สถานที่แห่งนี้

เป็นที่ประทับของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรส และเป็นบิดาของ หม่อมราชวงศ์นริศรา จักรพงษ์ นั่นเอง ปัจจุบันนอกจากวังจักรพงษ์จะเป็นที่พักของหม่อมราชวงศ์นริศรา และนักร้องหนุ่ม ทว่า บางส่วนนั้นก็ได้ถูกดัดแปลงเปิดเป็นโรงแรมขนาดเล็กในชื่อ “จักรพงษ์วิลล่า” และนั่นเองที่ทำให้ความสวยงามของวังแห่งนี้เริ่มถูกเผยแพร่ออกมาให้ได้เห็นกันมากขึ้น

วังจักรพงษ์หรือบ้านจักรพงษ์ เดิมเรียกว่าวังท่าเตียน สร้างขึ้นเมื่อปลายปี พ.ศ.2452 แล้วเสร็จกลางปี 2453 เป็นวังของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ และหม่อมคัทริน ทรง สร้างไว้เป็น ท่าเรือส่วนพระองค์ และทรงสร้างพระตำหนัก ในลักษณะของบ้านพักผ่อนริมน้ำตามความประสงค์ของหม่อมคัทริน

นอกจากนี้ยังทรงมีพระประสงค์จะให้เป็นตำหนักที่ประทับของพระเจ้าวรงศ์เธอพระองคเจ้าจุลจักรพงษ์ พระโอรสซึ่งขณะนั้นทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ เมื่อราวพุทธศักราช 2457 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา เคยเสด็จมาประทับที่วังนี้อยู่ระยะหนึ่ง

หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาจากยุโรปครั้งแรก ยังไม่ทรงมีวังที่ประทับของพระองค์เอง พุทธศักราช 2462 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถสิ้นพระชนม์ วังท่าเตียนเป็นที่ประทับของหม่อมเจ้าชวลิตโอภาส พระชายา ต่อมาหม่อมเจ้าชวลิตโอภาสทรงเสกสมรสใหม่ วังจักรพงษ์จึงว่างลงเพราะพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ยังทรงศึกษาอยู่ในประเทศอังกฤษ

พุทธศักราช 2481 พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เสด็จกลับประเทศไทยพร้อมหม่อมอลิซาเบธ ชายา วังท่าเตียนจึงได้รับการปรับปรุงเป็นที่ประทับสืบมา ปัจจุบันวังจักรพงษ์ หรือบ้านจักรพงษ์ เป็นที่พำนักของ ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ ธิดาของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ภายในบริเวณบ้านประกอบด้วย

ที่ทำการของสำนักกองมรดกของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ มูลนิธิ “ จักรพงษ์มูลนิธิ” และกิจการอื่นๆที่ท่านดูแล ที่ทำการดังกล่าวตั้งอยู่ในอาคารริมกำแพง ซึ่งเป็นอาคารบริวารของวังมาแต่เดิม รูปแบบอาคารเป็นตึกแบบที่ได้รับอิทธิพลสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นตะวันตก หรือโดเมสติกรีไววัล สไตล์( Domestic Revival Style ) ภายในวังจักรพงษ์มีสถานที่ที่มีคุณค่าควรแก่การอนุรักษ์ไว้คือ

เป็นตึกแบบตะวันตก ตอนหน้ามี 2 ชั้น ปีกซ้ายตอนในก่อสูง 3 ชั้น และมีหอหรือโดมอีกชั้นหนึ่ง มีมุขเพียงมุขเดียวตอนกลางอาคาร หน้าบันเจาะช่องหน้าต่าง เสาซุ้มหน้าต่างเป็นเสาเหลี่ยมมีหัวเสาและฐานเสา ผนังมุขก่อเป็นเสานูนประดับลายปูนปั้นบริเวณหัวเสาชั้นสองและใกล้ฐานชั้นล่าง ปีกซ้ายมีบันไดหินอ่อนขึ้นสู่เฉลียงหน้า เชิงบันไดตั้งปืนใหญ่ข้างละกระบอก ถัดออกไปเป็นสระบัวขอบหินอ่อน เฉลียง ชั้นล่างเป็นพนักทึบ สามเหลี่ยม เฉลียงชั้นสองประกอบด้วยราวลูกกรงโปร่ง เสาเหลี่ยมปลายหยักบานออก ซุ้มเฉลียงกั้นเป็นไม้บานเกล็ด

ผนังเหนือเพดานชั้นสามเจาะช่องหน้าต่างกรอบบนโค้งกลมตีไม้เป็นช่องติดกระจกมีลายดอกเล็กๆ หอคอยใช้หลังคาทรงแหลม ผนังกรุกระจกสีทั้งสี่ด้าน หน้าต่างมุขและเหนือบันได หน้าทำกันสาดรองรับด้วยหูช้างไม้ มีการแต่งไม้เป็นลวดลายรูปวงกลมและเส้นตรงตัดกัน ปีกขวาเหนือ กรอบหน้าต่างชั้นสองประดับลายปูนปั้นทรงสี่เหลี่ยม สุดปีกหักมุมเข้าไปทางด้านหลัง

มีบันไดหินอ่อน ขนาดย่อมกว่าบันไดหน้า ด้านหลังพระตำหนักก่อเฉลียงรับลมจากแม่น้ำเจ้าพระยาทุกชั้น เฉลียงชั้นล่างอยู่ ทางปีกขวาสร้างเป็นรูปโค้งครึ่งวงกลมมีบันไดทอดลงถนนตรงไปศาลาท่าน้ำ สองข้างทางเป็นสนามหญ้า ปลูกไม้ดอกเป็นระเบียบงดงาม เฉลียงชั้นสามและเฉลียงรอบหอคอยสร้างอ้อมจากด้านริมแม่น้ำหักมุมมา ตลอดด้านขวาของพระตำหนัก เห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณปากคลองบางหลวงและตัวเมืองกรุงเทพมหานครได้อย่างกว้างขวาง

ภายในพระตำหนัก ชั้นล่างห้องมุขหน้านั้นเป็นห้องทรงพระอักษร ห้องเสวย และห้องรับแขก ชั้นที่ 2 เป็นห้องนอนและห้องพักผ่อน ชั้นที่ 3 เป็นห้องนอน ภายในหอสูงเป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์

พื้นห้องปูไม้สักขัดมัน มีบันไดทำด้วยไม้ ราวบันไดและลูกกรงเป็นไม้สลักลวดลาย เพดานชั้น 3 เป็นไม้สลักลายรับกับราวบันได ศาลาริมน้ำ ริมน้ำก่อเป็นเขื่อนคอนกรีตแข็งแรง ตอนบนก่อกำแพงเตี้ยๆ มีซุ้มอยู่ตอนบนของกำแพง ประดับด้วยลายปูนปั้นลายช่อผลไม้ เสาซุ้มทรงสี่เหลี่ยมประดับลายปูนปั้นลายเป็นลายเดียงกับลายที่สลักตรงลูกกรงบันไดภายในพระตำหนัก แนวรั้วอ้อมไปเป็นขอบของศาลาท่าน้ำ ซึ่งมีหูช้าง

และเชิงชายหลังคาไม้สลักลายและมีซุ้มไม้ตีเป็นช่องสี่เหลี่ยมติดกระจกลาย ศาลาท่าน้ำแห่งนี้ เป็นที่ ที่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทรงใช้เป็นท่าเสด็จพระราชดำเนินมาลงเรือพระที่นั่ง และปัจจุบันเคยใช้เป็นท่าเรือสำหรับพระราชอาคันตุกะอีกด้วย วังจักรพงษ์มีกำพงทึบล้อมรอบ ที่เสาประตูทางเข้าออกด้านริมถนนมหาราช มีตราจักรและตะบองซึ่งเป็นตราประจำตระกูลและมีอักษรจารึกว่า “ บ้านจักรพงษ์”

“พระองค์จุล” และ “หม่อมเอลิซาเบธ” ทรงมีพระธิดาคนเดียว ม.ร.ว.นริศรา จักรพงษ์ หรือ คุณหญิงสา ที่วันนี้ หลายคนรู้จักเธอในฐานะ “แม่ฮิวโก้” หรือ เล็ก-จุลจักร จักรพงษ์ ศิลปินดาราชื่อดัง เรื่องราวชีวิตของ “ม.ร.ว.นริศรา” ที่ออกเสียงว่า “นะ-ริด-สา” ตามคำเรียกขานของ “พระบิดา” และ “หม่อมมารดา” นั้น เธอกำเนิดในราชสกุลสูงศักดิ์ หากด้วยเชื้อสายที่มีทั้ง “ไทย-อังกฤษ” ซึ่งในสมัยนั้น “ลูกครึ่ง” ยังไม่เป็นที่ยอมรับในเมืองไทยนัก

ทำให้เธอต้อง “ต่อสู้ชีวิต” ด้วยตนเองตลอดมา จวบจนกระทั่ง ในวัย 58 กะรัต ม.ร.ว.นริศรา เปิด “บ้านจักรพงษ์” ต้อนรับมติชน ชวนนั่งพับเพียบ จิบน้ำมะนาว สนทนาเรื่องราวชีวิตที่เธอบอกว่า “ความรู้สึกหนึ่งที่มีมาตลอด คือ เหมือนตัวเองมี 2 ชีวิต” เริ่มตั้งแต่ในวัยเด็ก แม้จะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังใหญ่บนเนินเขาในคอร์นวอลล์ เขตชนบทของอังกฤษ แต่ก็จะติดตามพระบิดากลับมากรุงเทพฯบ่อยครั้ง

“ตอนเด็กๆ ไม่ค่อยสนิทกับท่านพ่อเท่าไหร่ และจริงๆ แล้วท่านเป็นคนที่น่ากลัวนิดหน่อย เพราะทรงมีลูกตอนที่พระชนม์มากแล้ว ยังไม่พร้อมที่จะเล่นกับลูกเท่าไหร่ แต่พอจะมาสนิทกัน ท่านก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคมะเร็งเสียก่อน” แม้จะกำพร้าพระบิดาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ แต่หม่อมมารดาก็ยังพาคุณหญิงนริศราเดินทางกลับมาประเทศไทย เพื่อ “เรียนภาษาไทย”

“ด้วยความตั้งใจของท่านพ่อที่อยากให้ลูกพูดภาษาไทยได้จึงได้เรียนในโรงเรียนจิตรลดาซึ่งก็ถือว่าโชคดีในแง่หนึ่ง แต่อีกแง่หนึ่งก็เป็นเรื่องที่ลำบาก เพราะไม่ได้เรียนตลอด “ปีหนึ่งจะอยู่อังกฤษ 8 เดือน อยู่ประเทศไทย 4 เดือน ทำให้เรียนได้แค่เทอมเดียว ในเทอมสุดท้ายที่ต้องสอบ จึงเรียนไม่ค่อยทันเพื่อน เพราะต้องเรียนทั้งหมดของหนึ่งปี ภายในหนึ่งเทอม ขณะที่ก็ต้องเรียนของที่โรงเรียนในอังกฤษด้วย ทำให้เรียนค่อนข้างหนัก”

กระทั่งอายุประมาณ 14 ปี หม่อมมารดาก็ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคมะเร็ง แต่เพราะไม่สนิทกับญาติทางเมืองไทย แม่จึงฝากให้น้าสาวดูแล ม.ร.ว.นริศราเข้าศึกษาในโรงเรียนเซนต์พอล โรงเรียนสตรีอันดับ 1 ของอังกฤษ จนกระทั่งอายุ 18 ปี เห็นว่าตนเองบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงได้ออกจากบ้านน้าสาวมาใช้ชีวิตลำพัง เธอต้องทำทุกอย่างเพื่อดูแลตัวเอง ทำงานเสิร์ฟอาหารส่งตัวเองเรียน

หากกระนั้น ก็ยังสามารถคว้าใบปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับ 1 สาขาประวัติศาสตร์ศิลป์ จาก The Courtauld Institute of Art และปริญญาโทด้านเอเชีย อาคเนย์ จาก The School of Oriental and African Studies (SOAS) เป็นวิทยาลัยแห่งหนึ่งในมหาวิทยาลัยลอนดอน “ช่วงนั้น ไม่ได้มาเมืองไทยเลย” คุณหญิงนริศรายอมรับ แล้วเล่าถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอกลับมาประเทศไทยในที่สุด

“ตอนนั้นอายุ 28 ในงานเลี้ยงที่คนอื่นสนุกสนาน แต่เรากำลังล้างชาม อยู่ดีๆ ก็มีเสียงท่านพ่อเข้ามาในความคิดว่า นี่เธอ ทำอะไรอยู่ ทำไมต้องมาล้างชาม มันประหลาดมากจริงๆ ไม่น่าเชื่อเลย แล้วก็ทำให้เราได้คิดว่า ฉันจากประเทศไทยไปนานมาก ไม่ได้แล้ว บ้านก็มีอยู่เมืองไทย อยู่ที่กรุงเทพฯ มันไม่ถูกต้อง”

หลังจากระหกระเหินจาก “บ้านจักรพงษ์” ไปนาน ม.ร.ว.นริศราก็กลับมาพำนักที่ประเทศไทยอีกครั้ง เปลี่ยนบ้านจักรพงษ์ที่ไร้ชีวิตชีวา ให้กลับมาสดชื่นแจ่มใสอีกครา ที่ประเทศไทย ม.ร.ว.นริศราสู้ชีวิต และทำงานหลากหลายด้าน ทั้งอาจารย์สอนภาษาโรงเรียนจิตรลดา เป็นล่ามและผู้แปลเอกสารให้กองบัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้ก่อตั้งและเคยเป็นประธาน มูลนิธิโลกสีเขียว ปัจจุบันเป็นเจ้าของ สำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊คส์ และ จักรพงษ์ วิลล่า

“มูลนิธิโลกสีเขียว ก่อตั้งขึ้นเพราะเป็นห่วงสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วของประเทศไทยที่มาพร้อมกับความเจริญของบ้านเมืองถามว่าตอนนี้เราจะช่วยสิ่งแวดล้อมกันได้อย่างไรขี่จักรยานก็ดีนะ หรือเดิน ถ้าจะทำอะไรง่ายๆ อยากจะบอกว่า อย่ากลัวเหงื่อออก (หัวเราะ) เหงื่อออกก็ช่าง เพราะเป็นสิ่งที่ดี มันช่วยขับไล่สิ่งไม่ดีออกจากร่างกาย”

“ส่วนสำนักพิมพ์ริเวอร์บุ๊คส์ ทำหนังสือเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เราพยายามทำให้สมดุลระหว่างหนังสือขายดีกับหนังสือที่อาจจะขายยาก แต่สมควรถูกบันทึกไว้” “จักรพงษ์ วิลล่า เริ่มขึ้นมาจากเศรษฐกิจที่แย่มากเมื่อ 18 ปีมาแล้ว เงินบาทตก จากเคยมีดอกเบี้ยก็หมดไปเลยทันที และช่วงนั้นต้องซ่อมแซมใหญ่เพราะบ้านก็ร้อยกว่าปี ก็เลยคิดว่าต้องทำอะไรให้อยู่ให้ได้ จึงทำโรงแรมบูทีค โฮเทลขึ้นมา ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีคนทำ เราจึงเป็นผู้บุกเบิก ซึ่งก็ได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้”

และในวันนี้ เธอเป็น “แม่” ของลูกชาย 2 คน เล็ก-จุลจักร จักรพงษ์ และ กู้-ภูวสวัสดิ์ จักรพงษ์ และเป็น “ย่า” ของหลานๆ 2 คน ของบุตรชายคนโต น้องฮาร์เปอร์ และ น้องฮันเตอร์ ใช้ชีวิตไปๆ มาๆ ระหว่างไทยกับอังกฤษ กับสามี กอสวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ ทอมสัน ชีวิตของเธอเปี่ยมสุข…

“ตอนนี้เป็นย่า ทำหน้าที่พูดภาษาอังกฤษกับหลาน หลานคนโตคุยเก่งมาก เหมือนพ่อเขา ช่างสังเกต ชอบธรรมชาติ ชอบว่ายน้ำ เขาเป็นเด็กที่สนุกมาก อยู่ด้วยแล้วเพลิน มีความสุข อีกอย่างที่ชอบมากคือ เล็กเป็นพ่อที่ดีเหลือเกิน ใจเย็นและมีเหตุผล และบางทีฟังเขาคุยกับลูก เหมือนเราคุยกับเขาสมัยเด็กๆ น่าประทับใจ”

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ เธอต้องต่อสู้กับ “ทัศนคติ” ที่คนทั่วไปมักมองเธอจากภายนอก “เมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่ฮิตฝรั่ง อย่างที่โรงเรียนจิตรลดา คนที่หน้าตาแบบเราไม่มี ทุกคนเป็นคนไทยหมด แม้เราจะรู้สึกว่าเป็นคนไทย แต่ก็มีทั้งคนที่ยอมรับและไม่ค่อยยอมรับ หรือที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เรายืนต่อแถวคนไทย ก็จะมีเจ้าหน้าที่มาคอยบอกให้ไปยืนแถวคนต่างชาติ หรือทุกครั้งที่ไปอุทยานแห่งชาติ ก็ต้องหยิบบัตรประชาชนขึ้นมายืนยัน เพื่อจะได้จ่าย 30 บาทราคาคนไทย แทน 200 บาทราคานักท่องเที่ยว

“จนบัดนี้ บ่อยครั้งที่จะพูดอะไร จะมีคนถามว่า ทำไมพูดไทยชัดจังเลย ถ้าเป็นเมื่อก่อนจะอารมณ์เสีย เพราะเราถือว่าที่นี่เป็นบ้าน และเราอยากได้รับการยอมรับ แต่เราไม่ได้รับตรงนี้ เป็นเรื่องที่ทำใจยากนะพูดจริงๆ มันคล้ายๆ ว่า มีคนมาบอกตลอดเวลาว่า ไม่ใช่พวกเรา ทั้งที่จริงๆ เรามีบางอย่างเป็นเอเชีย เช่น “ตา” ตาของเราไม่ลึกเลย ซึ่งฝรั่งแท้ๆ ตาส่วนใหญ่จะลึก และใบหน้าก็กว้างเหมือนคนเอเชีย

กระนั้น สถานการณ์ก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามกาลเวลา “ตอนนี้ทุกอย่างดีขึ้น และเราก็เฉยมากขึ้น ยิ่งพอลูกชายคนโตมีชื่อเสียง คนก็รู้จักจักรพงษ์บ้าง ทำให้คนรู้จักในฐานะแม่ฮิวโก้ พอเป็นแม่ฮิวโก้เราก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว สบาย มันง่ายดี คือ คนยอมรับ อ๋อ..แม่ฮิวโก้” พูดจบก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

มาถึงตรงนี้ ม.ร.ว.นริศรา บอกว่า โชคดีที่ได้ใช้ชีวิต 2 แบบ 2 วัฒนธรรม แม้บางครั้งจะลำบากใจบ้าง แต่บางทีก็ไม่เชื่อว่า “โอ้โห นี่คือ ชีวิตเราเหรอ” “ชีวิตที่ไม่ถือว่าเป็นเจ้า เพราะหม่อมราชวงศ์ไม่ใช่เจ้า แม้คนทั่วไปจะคิด ซึ่งมันอาจจะเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ในตัวเรา เรารู้สึกว่า เราเป็นเด็กอายุ 18 ที่มาจากชนบท เป็นคนธรรมดามาก เราชอบให้ทุกคนควรจะเท่าเทียมกัน ชอบประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน อิสระในการพูด อิสระในความคิด

ส่วนสิ่งที่คิดว่าเหมือนท่านพ่อคือ การพูดอะไรตรงไปตรงมา ความรักในหนังสือ รักสิ่งพิมพ์ รักประเทศไทย” และ “รักบ้านจักรพงษ์” “ที่นี่ต้องเรียก บ้าน ไม่ใช่ วัง เพราะไม่มีเจ้าอยู่ แต่ถ้าคนอยากเรียกก็ปล่อยเขา แต่ขอให้เรียกบ้าน และท่านพ่อเองก็ขอให้เรียกบ้าน เพราะวังคือวังปารุสก์ ที่นี่คือบ้านจักรพงษ์ เรารักบ้านนี้ เพราะอยู่ที่นี่นานกว่าทุกคนที่อยู่บ้านนี้

จึงถือว่าที่นี่เป็นบ้านเรา ถ้าใครถามว่า คิดถึงบ้าน ก็ต้องเป็นที่นี่ แม้จะไปโตที่อังกฤษ แต่บ้านที่อังกฤษไม่มีความผูกพัน จะรักที่นี่บ้านจักรพงษ์” ม.ร.ว.นริศราทิ้งท้าย ตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมงเศษกับการสนทนาเรื่องราวชีวิต “ผู้หญิงไทย” คนนี้ยังคงนั่งพับเพียบเรียบร้อย แม้จะพบความเปลี่ยนแปลงในชีวิตบ่อยครั้ง แต่ประสบการณ์สร้างให้เธอแข็งแกร่งและมีชีวิตชีวา…

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here