หนาวนี้ ไม่สะท้านกาย! ‘เก๋ เลเดอเรอร์’ ปล่อยภาพเซ็กซี่สุด Exclusive ทำเอาติดตาแฟนคลับไปนอนฝันกันเลยทีเดียว! (ชมภาพ)

0
723

จัดเต็มกับเซ็ตนี้ เห็นแล้วอยากตาย ให้ศพกลายเป็นสีชมพู 2018 หนาวนี้ ไม่สะท้านกาย “เก๋ เลเดอเรอร์” อุณหภูมิเมืองไทยช่วงนี้ลดลงก็จริง จนบางพื้นที่ถึงกับเย็นจนต้องใส่เสื้อแขนยาว แต่คุณคะ ไม่ว่าฤดูไหนนางผู้นี้ก็ถอด แถมยังรักษาตำแหน่งเจ้าแม่เซ็กซี่อันดับ 1 ของวงการบันเทิงไทยไว้ชนิดที่แบบว่าไม่มีใครสอยนางลงมาได้เลย สำหรับเซ็ตนี้บอกเลยชาวแฟนคลับทั้งถล่ม ทั้งกระทืบไลก์

แถมคอมเมนต์แซวฮาๆถึงความแซ่บในแต่ละรูปของนางว่า อาทิ “เห็นแล้วอยากตาย ให้ศพกลายเป็นสีชมพู” แฟนคลับถึงขั้นเก็บติดตาไปนอนฝันกันเลยทีเดียว ภาพเซ็ตสุด Exclusive ที่ถ่ายทอดโดยตากล้องเจ้าเดิมน้องชาย “เอิร์ก เลเดอเรอร์” แซ่บมากบอกเลย  ชีวิตเก๋..เก๋ (เลเดอเรอร์) ของเซ็กซี่สตาร์ เก๋ กันยกร ศุภการค้าเจริญ คือชื่อเต็มๆ ของเธอ แต่ใครๆ มักจะเรียกเธอว่า เก๋ เลเดอเรอร์ ชีวิตของเธอนั้นมีครบทุกรสชาติไม่ต่างไปจากรอยยิ้มของเธอเลย…

ใส่แพมเพิสผู้ใหญ่ ขึ้นเวทีประกวดครั้งแรก! บทสนทนาเริ่มต้นขึ้น พร้อมๆ กับที่เธอบอกให้เราขยับเข้าไปนั่งใกล้ๆ “เข้ามานั่งใกล้ๆ กว่านี้ก็ได้ค่ะ” เธอบอกพร้อมขยับตัวเข้ามา อาจด้วยความประหม่าของเรา แต่ด้วยความเป็นกันเองและท่าทีเปิดเผยของเธอ ก็ทำให้บทสนทนาหลังจากนั้นไหลลื่นไปโดยธรรมชาติ ชีวิตวัยรุ่นของเก๋อาจคล้ายกับเด็กๆ ทั่วไป หากชีวิตพลิกผันเมื่อคุณพ่อของเธอ

- Advertisement -

ตัดสินใจส่งเธอเข้าประกวดนางงามเป็นครั้งแรก ทั้งที่ในวัยเด็ก เธอไม่เคยคิดว่าตัวเองสวยแม้แต่น้อย ด้วยความที่เป็นคนผอม ทั้งยังสูงมากจนเพื่อนๆ ตั้งฉายาให้เธอว่า “โปลิโอ” “จำได้ว่าประกวดเวทีแรกคือ งาน miss motor show ของ honda ตอนนั้นเรียกได้ว่ายังไม่มีบัตรประชาชนเลยด้วยซ้ำ ตอนนั้นคงอายุประมาณ 14-15 เอง ความจริงตอนนั้นเก๋ไม่มีความรู้สึกอยากประกวดเลย แต่ตามใจคุณพ่อ

คุณพ่ออยากให้ประกวด เพราะถูกเพื่อนๆ ยุด้วย ก็เลยตามเลย เพราะเอาจริงๆ สมัยนั้นเรารู้สึกว่าเราไม่ได้สวยอะไรขนาดนั้น เพราะแต่ก่อนตอนวัยรุ่นจะผอมมาก ไม่มีทรวดทรงอะไรเลย จนคุณพ่อต้องซื้อแพมเพิสผู้ใหญ่มาให้ใส่ เพื่อช่วยเน้นให้ดูมีทรวดทรงขึ้นมาบ้าง” เธอยิ้มกว้าง เมื่อเล่าถึงตอนนี้ แม้จะไม่อยากประกวด แต่ก็ยอมรับว่า เคยแอบเอาสายสะพายกับมงกุฎของน้าสาว

ซึ่งมีตำแหน่งเป็นนางงามขวัญใจโรงพยาบาล หรือที่ทางเหนือ เรียกว่า “โรงยา” มาแอบใส่เล่นอยู่บ่อยๆ และนี่ก็อาจเป็นส่วนหนึ่งที่เธอเห็นจากน้า และซึมซับมาโดยไม่รู้ตัว “ตอนเด็กๆ ไม่มีใครบอกเลยว่าสวย มีแต่คนบอกว่าตาโตดีนะ แต่เป็นคนที่ผอมมาก สูงมาก จนเพื่อนๆ ที่โรงเรียนพากันตั้งฉายาให้ว่า “โปลิโอ” เราก็รู้สึกขาดความมั่นใจไปบ้างนะตอนนั้น พูดถึงตรงนี้เธอหัวเราะแก้เขิน (อาจเป็นความจริงที่พูดกันว่า ผู้หญิงร้ายหากเขิน จะดูน่ารักที่สุด)

“สำหรับการประกวด “มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์สปี 2011” ตอนนั้นถือว่ายังไม่ประสบความสำเร็จ คือเก๋เข้ารอบ44 คนสุดท้าย หลังจากนั้นก็ใช้เวลาอีกปีหนึ่งในการสะสมประสบการณ์พัฒนาตัวเอง จนได้เข้าประกวด “มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012” และครั้งนี้เก๋สามารถผ่านเข้าสู่รอบ 10 คนสุดท้ายได้สำเร็จ และคว้าตำแหน่งนางงามผิวสวยมาครองด้วยค่ะ” หากเวทีที่เธอแจ้งเกิดเต็มตัวและนับเป็นความภูมิใจที่สุด

คือการประกวดที่ประเทศเลบานอน กับเวที “มิสเวิลด์เน็กซ์ท็อปโมเดล 2012” โดยสามารถคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 2 มาครองได้สำเร็จ พร้อมกับข่าวฉาวที่มีคนกล่าวหาว่า “เอาตัวเข้าแลก” แต่เธอก็ไม่สนใจกับคำพูดของคนเหล่านั้น พร้อมยอมรับว่ามีเรื่องเช่นนี้ในวงการจริงๆ แต่ไม่ใช่เธอแน่นอน “คือเรื่องแบบนี้มันมีจริงๆ ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหนก็ไม่มีทางชนะ แต่เรามีศักดิ์ศรี เก๋ไม่ทำแน่นอนค่ะ”

ช่วงเวลาที่สับสนของชีวิต สำหรับชีวิตคนหนึ่งคน ย่อมมีช่วงเวลาอันเปราะบาง การก้าวเดินไปบนเส้นทางที่ผิดพลาดจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่ชีวิตที่ดูสวยงามและเพียบพร้อมอย่างเธอที่มีช่วงหนึ่งของชีวิตหลงระเริงไปกับแสงสี ซึ่งเธอยอมรับว่า อาจเป็นเพราะวัยที่กำลังอยากรู้อยากเห็น และอยากใช้ชีวิตในด้านที่ยังไม่เคยสัมผัส ดังนั้นเมื่อครั้งย้ายเข้ามาอยู่หอในกรุงเทพฯ

อันเป็นช่วงชีวิตที่เธอมีอิสระมากที่สุด จึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการค้นหา ทดลอง และเป็นช่วงเวลาที่เธอ “ติดกับ” ในแสงสีของชีวิตกลางคืน “ช่วงนั้นกำลังจะขึ้นปี 3 ประมาณเกือบปีที่หลงไปกับชีวิตกลางคืน ติดเที่ยว ไปร้านเหล้าทุกคืน แต่ไม่ได้ไปกับเพื่อนเลยนะ เราก็ไปของเราคนเดียว ไปนั่งชิวๆ ดื่มเหล้ามองโน่นมองนี่อยู่คนเดียว อาจเป็นเพราะช่วงนั้นเราวัยรุ่น เลยต้องการเรียนรู้สังคมที่ต่างไปจากที่เคยรู้จัก

แต่พอถึงจุดหนึ่งแล้วก็เบื่อไปเอง เพราะเก๋เป็นคนที่ทำอะไรแล้วจะทำให้สุดทางไปเลย เหมือนเรียนรู้ให้สุดแล้วก็พอ พอรู้เห็นทุกอย่างแล้วก็ไม่เอาแล้ว ปัจจุบันเก๋ไม่เที่ยวกลางคืนเลย ซึ่งพอตอนนี้ย้อนกลับไปมองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าจะไปนั่งทำไมทุกคืน กลายเป็นไม่ชอบไปเลย ไม่รู้จะไปนั่งให้เสียเวลาทำไม” เธอเว้นช่วงคล้ายนึกอะไรบางอย่าง ก่อนจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูต่างไป

“ถึงจุดหนึ่ง เรามาคิดได้ว่า จริงๆ แล้วชีวิตกลางคืนนั้นมันไม่มีอะไรเลย ด้วยความที่เป็นนางงามเป็นคนรักสวยรักงามด้วย ก็มานั่งคิดว่า นอกจากจะทำให้ร่างกายทรุดโทรมแล้ว การเรียนก็ยังย่ำแย่ไปด้วย เสียเวลาไปเปล่าๆ โดยไม่เกิดประโยชน์ แต่ก็ต้องยอมนับว่ามันก็เป็นธรรมดาของคนเราที่จะต้องมีช่วงที่หลงระเริงลองผิดลองถูก ต่างกันที่บางคนอาจคิดได้เร็ว บางคนคิดได้ช้า แต่บางคนก็อาจจะเตลิดไปเลยก็มีนะ

อย่างเก๋ยังโชคดีที่รู้ตัวไว แต่ที่อาจเป็นจุดที่ทำให้เก๋รู้สึกจริงๆ ก็คงเป็นวันที่พ่อแม่ท่านมาหาเก๋ที่หอ แล้วเปิดเจอเหล้าที่เก๋เก็บไว้ในลิ้นชัก เราก็แบบหน้าเสีย แต่พ่อแม่ก็ไม่ว่าอะไรสักคำเลยนะ แต่เขาเงียบ คือเงียบจนเรารู้สึกละอายใจเอง ซึ่งมันเจ็บกว่าการที่ท่านว่าเราอีกนะ คือพ่อแม่เก๋จะเป็นคนประเภทที่เวลาเสียใจมากๆ ท่านจะไม่พูดอะไร แต่จะน้ำตาไหลเลย ภาพที่เราเห็นวั้นนั้น มันทำให้เราคิดได้ว่า เราจะไม่ใช้ชีวิตแบบนี้อีกแล้ว”

ไม่ว่าคนๆ นั้นจะดูสดใสร่าเริงเพียงใด แต่ในช่วงชีวิตของทุกคน ย่อมมีเรื่องที่ทำให้เราเสียใจที่สุด อาจไม่สามารถเรียกว่าความทุกข์ ได้เต็มปาก แต่เป็นช่วงเวลาที่เรานั้นรู้สึกผิดพลาด เช่นกัน นอกจากช่วงเวลาที่เธอเคยยอมรับว่าติดเที่ยวกลางคืนแล้ว ยังมีอีกช่วงเวลาที่เธอสับสนกับชีวิตจนอยากทิ้งการเรียน แล้วหันหลังกลับบ้าน ประกอบกับความที่เธอเป็นคนมั่นใจในตัวเอง เวลาทำอะไรบางทีจึงตัดสินใจเร็วไป วันนั้นเองเธอจึงโทรศัพท์กลับบ้านไปหาพ่อแม่ที่พะเยาเพื่อให้มารับตัวกลับ


“คือมันเป็นช่วงเวลาที่เรารู้สึกท้อ ด้วยความที่ช่วงนั้นเริ่มเบื่อๆ กับการประกวด และโดนกดดันจากพี่เลี้ยงที่คอยดูแลเรามาก เลยมีอารมณ์แบบไม่เอาอะไรแล้ว ไม่อยากจะประกวดอีกแล้ว มาเรื่องมากกับฉันไปไหม คือตอนนั้นจริงๆ เกิดจากการที่พี่เลี้ยงมาสั่งให้ตัดผม จากเดิมที่ผมเก๋ยาวถึงกลางหลัง เปลี่ยนมาเป็นผมซอยสั้น คือมันสั้นมากสำหรับเรา จนเรารู้สึกว่าจะอะไรกันนักกันหนากับชีวิต

ด้วยความรู้สึกที่เกินจะทน 7 โมงเช้าวันนั้น เก๋ตัดสินใจโทรกลับไปหาพ่อแม่ที่พะเยา บอกให้เอารถมาขนของกลับบ้านในวันนั้นเลย” และเพียงแค่เวลาบ่าย 2 โมง พ่อกับแม่ก็มาถึงกรุงเทพฯ ทั้งสองช็อกกับภาพที่เห็นเธอถูกตัดผมจนสั้นกุด ด้วยความตกใจประกอบกับคำพูดของเก๋ ที่บอกกล่าวทั้งสองเพียงว่า เบื่อแล้ว จะไม่เรียน จะไม่ประกวดอะไรแล้ว จึงทำให้พ่อกับแม่ของเธอน้ำตาตก

“เก๋ยังจำภาพวันนั้นได้ พอพ่อกับแม่เปิดประตูเข้ามา ภาพแรกพอเห็นผมเราถูกตัดสั้นกุดเท่านั้นแหละ ทั้งคู่ตกใจมาก น้ำตาตกเลย แบบงงว่าเกิดอะไรขึ้นกับลูกฉัน” เธอเล่าด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจัง แต่ยังคงมีรอยยิ้มสดใส “แล้วท่านคงช็อกกับคำพูดของเก๋ด้วย ที่โทรไปบอกว่าจะไม่เรียนแล้ว จะไม่ประกวดอีกแล้ว ตอนหลังมาคิดได้ว่า ที่โทรไปให้ท่านขับรถจากพะเยามากรุงเทพฯ วันนั้น หากระหว่างทางเกิดพ่อกับแม่เป็นอะไรขึ้นมาจะว่ายังไง” เธอบอกด้วยแววตาอย่างคนสำนึกผิด

ผลงานคือบทพิสูจน์ตัวเอง ที่ทำให้พ่อแม่ยอมรับ ในช่วงแรกที่เธอเริ่มถ่ายงานแนวเซ็กซี่หวือหวา ด้วยภาพลักษณ์ที่สังคมไทยและคนที่เติบโตมาในรุ่นเก่ายังมองงานถ่ายแบบประเภทนี้ว่าเป็นงานอนาจารโป๊เปลือย ไม่ได้มองในแง่ศิลปะ จึงทำให้พ่อแม่ของเธอไม่ยอมรับ “ช่วงนั้นที่เริ่มถ่ายภาพแนวเซ็กซี่แรกๆ พ่อแม่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ยังมองว่ามันไม่ดี ไม่สนับสนุนเลยตอนนั้น เก๋ต้องอดทนใช้เวลาพิสูจน์ให้ทั้งสองเห็นอยู่นาน

ว่ามันก็เป็นแค่งานชิ้นหนึ่ง จนตอนหลังท่านก็เข้าใจและกลับมาสนับสนุนเรา คือพอท่านเห็นว่ามันก็เป็นแค่งาน และตัวตนเราจริงๆ ไม่ได้ไปทำอะไรเสียหาย และเราก็สามารถดูแลตัวเอง ดูแลครอบครัวได้ ท่านจึงเข้าใจและเปิดใจ เราพิสูจน์ให้ท่านเห็น นับแต่สมัยเรียนที่เคยออกจากบ้านมาส่งเสียตัวเองเรียน มาอยู่กับน้องชายบุญธรรม (เอิร์ก เลเดอร์เลอร์) เก๋พิสูจน์ตัวเองมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าเราสามารถเอาตัวเองรอดได้

รับผิดชอบตัวเองได้ ตอนนั้นเราอยากมีอิสระ เลยออกมาอยู่กับน้องชาย โดยที่ไปแบบไม่ได้บอกเหตุผลกับพ่อแม่เลย” เก๋ เล่าด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกอย่างคนมั่นใจสูง และกับผลงานล่าสุดที่เธอถ่ายร่วมกับ เมฆ วินัย ไกรบุตร อันได้รับกระแสการพูดถึงในวงกว้างด้วยความแรงและวาบหวิว ประกอบกับการที่ฝั่งนายแบบออกมาเผยกับ “อ.ยิ่งศักดิ์” ในรายการคนดังนั่งเคลียร์ ว่าจับนมเก๋แล้วมีอารมณ์!

ยิ่งทำให้เพิ่มกระแสความแรงของงานชิ้นนี้ หากพ่อแม่ของเก๋กลับชื่นชม และเข้าใจว่ามันคืองาน “มันก็แค่งานชิ้นหนึ่ง พ่อแม่เห็นแล้วก็ชมว่า สวยดีนะ แล้วพอดีแม่ก็ชอบพี่เมฆอยู่แล้วด้วย พอบอกถ่ายกับพี่เมฆ วินัย ไกรบุตร แม่นี่แบบ โอ้โห! วินัย ไกรบุตร พระเอกแม่นาค ขวัญใจแม่เลย (หัวเราะ) ปัจจุบันเก๋มองว่า งานทุกงานไม่ว่าจะถ่ายอะไรแนวไหน มันก็คืองานชิ้นหนึ่งที่เราจะต้องทำให้ดีที่สุด งานคือเงินค่ะ” ด้วยความที่เป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง เธอจึงยอมรับว่างานถ่ายแบบแนววาบหวิวที่กลายเป็นภาพลักษณ์ของเธอ

ด้วยความที่เป็นคนมั่นใจในตัวเองสูง เธอจึงยอมรับว่างานถ่ายแบบแนววาบหวิวที่กลายเป็นภาพลักษณ์ของเธอนั้น มีส่วนส่งเสริมกับธุรกิจครีมบำรุงผิวของเธอที่กำลังทำอยู่ ภายใต้แบรนด์ที่ชื่อว่า “เลเดอเรอร์” เธอเล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า เริ่มต้นมาจากน้องชายของเธอคือ เอิร์ก เลเดอร์เลอร์ ที่ชอบสรรหาครีมมาบำรุงผิว กระทั่งมาพบกับครีมตัวนี้เมื่อครั้งที่บินไปเที่ยวเยอรมัน หลังจากทดลองใช้ก็พบว่า ผิวนั้นเนียนขาวขึ้น

ในเมื่อขนาดผู้ชายใช้ยังมีผิวที่เนียนสวยได้ขนาดนี้ เธอจึงตัดสินใจเริ่มทำธุรกิจนำเข้าครีมดังกล่าว เรียกได้ว่าการบินไปเที่ยวเยอรมันของน้องชายนั้นได้จุดประกายการทำธุรกิจของทั้งคู่ขึ้นมา นอกจากผลงานถ่ายแบบ เธอยังผลิตผลงานเพลงในนามค่าย “เลเดอเรอร์ เอนเตอร์เทนเม็นท์” (Lederer Entertainment)โดยมีเอ็มวีแรกคือเพลง “เป๊ะ” ซึ่งสร้างกระแสในวงกว้างและเรียกยอดวิวในยูทูปได้หลักล้าน

ที่เธอสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า เอ็มวีนี้มีส่วนช่วยในการกระตุ้นยอดขายครีมของเธอเป็นอย่างมาก จนยอดขายทะลุเป้าไปถึงหลักหลายร้อยล้านบาท! ต่อมาด้วยตัวที่สอง คือเอ็มวีเพลง “ติดเรท” ที่สื่อความหมายตรงตัวตามชื่อเพลง คือเน้นขายความเซ็กซี่แน่นอน จนมาถึงเพลง 18+ ซึ่งเพียงแค่ชื่อของเพลงก็สื่อความหมายอย่างชัดเจนที่สุดแล้ว ว่าเป็นเพลงติดเรท ที่ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 และล่าสุดกับเอ็มวี not easy (ไม่ง่าย) แต่ไม่ว่ากระแสสังคมจะพูดถึงในแง่ใด เธอยอมรับว่ายิ่งฉาวยิ่งดัง! และทั้งหมดนั้นส่งผลดีกับธุรกิจครีมของเธอ

“เราเน้นให้มันดังมากกว่า คือทำอย่างไรให้มันดัง ให้คนอยากดู ให้คนพูดถึง เพราะถ้าทำออกมาแล้วไม่มีใครดู ไม่มีใครสนใจ ก็ไม่รู้จะทำไปทำไม” เธอหัวเราะเบาๆ แล้วเล่าต่อด้วยน้ำเสียงที่คึกคักขึ้นว่า “แต่เก๋ก็มีลิมิตขอบเขต ถึงจะขายความเซ็กซี่ แต่ก็ต้องให้มันไม่เสื่อมจนเกินไป โดยเธอวางแผนการทางธุรกิจของเธอว่าในหนึ่งปี จะออกเอ็มวีแค่ 2 เพลงเท่านั้น “อย่างที่บอกค่ะ เราทำเพลง ทำเอ็มวีขึ้นมา ก็ต้องทำให้เราได้รับการพูดถึง และแน่นอนว่างานวงการบันเทิงทุกงานที่ทำก็ล้วนทำเพื่อส่งเสริมธุรกิจครีม ทุกอย่างเป็นแผนธุรกิจที่ส่งเสริมกัน และพ่อแม่เก๋ก็เข้าใจว่าทั้งหมดมันคืองาน”

truststoreonline

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here