เอาจริง! สำหรับ”ผู้มีรายได้น้อย” ถูกยึดคืนแน่! ถ้าเบี้ยวฝึกอบรมอาชีพ แถมยังถูกระงับจ่ายเงินแน่ เป็นอย่างไรไปติดตามกัน (รายละเอียด)

0
5564

เริ่มกันไปแล้วกับ “มาตรการดูแลคนจนก๊อก 2” ของรัฐบาลท็อปบูท ที่เน้นนักเน้นหนาให้คนที่รับ “บัตรคนจน” ไปแล้วมาลงทะเบียน มาแจ้งความประสงค์ เพื่อฝึกอบรมอาชีพเพิ่มเติม นัยทั้งหมด…ก็เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อย ให้คนจนเหล่านี้ มีโอกาส มีหนทาง มีช่องทางที่จะเพิ่มศักยภาพของตัวเอง ให้มีที่ยืนบนสังคม โดยไม่ต้องงอมื้อ…งอเท้า…รอรับความช่วยเหลือจากใครอีก

โดยเฉพาะความช่วยเหลือจากรัฐ ก็แหม!! อย่าลืมว่า “มาตรการช่วยเหลือคนจน」 ที่ออกมาในแต่ละครั้งในแต่ละมาตรการน่ะ ต้องใช้เงินงบประมาณจากรัฐแต่ละปีก็เป็นเงินหลายหมื่นล้านบาททีเดียวนะ แล้วงบประมาณเหล่านี้น่ะก็คือ “เงินภาษี” ของคนไทยทั้งประเทศ แม้ว่าในความเป็นจริง “คนจน” หรือ “คนมีรายได้น้อย” จะมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย

เอาแค่…ที่มาลงทะเบียนรับ “บัตรคนจน” เนี่ย…ก็ปาไปกว่า 11.4 ล้านคนเข้าไปแล้ว แล้วก็ยังมีคนที่ยังไม่มาลงทะเบียนอีกจำนวนไม่น้อยทีเดียวทั้งนี้ตามข้อมูลของ สภาพัฒน์ ระบุว่า…คนเกือบจน ทั้งกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้แรงงาน รวมไปถึงบรรดาเอสเอ็มอีรายเล็กๆ รายย่อยๆ ซึ่งเป็นกลุ่มฐานราก มีมากถึง 29 ล้านคน หรือประมาณ 40% ของคนไทยทั้งประเทศ

- Advertisement -

หากรัฐต้องจัดงบประมาณมาช่วยเหลือกันทุกปี นั่นเท่ากับว่า…ต้องนำเงินของผู้เสียภาษีมาอุ้มชูผู้มีรายได้น้อยทุกปี…ทุกปี เช่นกัน แทนที่จะนำเงินไปลงทุน หรือพัฒนาอย่างอื่นเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าหรือขยายตัวมากขึ้น เป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศไปไม่น้อยเช่นกัน แต่!! ด้วยหน้าที่ของผู้บริหารประเทศ ที่ต้องทำให้คนไทยอยู่ดี กินดี มีความสุข มีความมั่นคง

มั่งคั่งและยั่งยืน จึงต้องหาวิธี หากลยุทธ์เข้ามาดูแลคนเหล่านี้ให้ยืนหยัดอยู่บนสังคมให้ได้ แม้ในอีกทางก็เพื่อให้เก้าอี้ของรัฐบาลมีความมั่นคงควบคู่ไปด้วยก็ตามทีเถอะ เอาเป็นว่า… “วิน-วิน” ด้วยกันทั้งหมดนั่นแหล่ะ แต่การจะปล่อยให้มีสภาพต่อไปเช่นนี้ทุกปี ก็ไม่ใช่เรื่อง!! อีกเช่นกัน ดังนั้นมาตรการในการพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงต้องมีออกมาเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมด

ในเมื่อ “ผู้มีรายได้น้อย” ได้รับความช่วยเหลือกันไปบ้างแล้ว ในการลดภาระค่าใช้จ่ายจากการได้รับบัตรสวัสดิการคนจน ที่ได้รับเงินช่วยเหลือโดยเฉพาะในเรื่องของการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เดือนละ 200 บาท 300 บาท ในมาตรการ เฟสแรก ก็สามารถบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกันไปได้บ้าง ส่วนในมาตรการ เฟส 2 ที่ออกมาแล้วเริ่มกันมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.

ที่ผ่านมา “ผู้มีรายได้น้อย” ที่ลงทะเบียนไว้แล้ว ก็จะได้รับเงินในบัตรคนจนเพิ่มกันอีกคนละ 100 -200 บาท แต่มีข้อแม้ว่าต้องมาฝึกอบรม มาพัฒนาอาชีพกันเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลจะโอนเงินให้เพิ่มในเดือน มี.ค.นี้ แต่ถ้าไม่มาอบรมตามเงื่อนไข ตามข้อตกลง ก็จะถูกระงับการจ่ายเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ แถมยังต้องนำมาคืนรัฐ โดยจะใช้วิธีการหักเงินที่จะโอนในบัตรคนจน

ตามสิทธิเดิมในครั้งต่อไป เรียกว่าถ้าต้องการได้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก ก็ต้องพัฒนาตัวเองควบคู่กันไปด้วย เรื่องนี้…กระทรวงการคลัง ออกมาประกาศชัดเจนไว้เลยค่ะว่า…หากใครไม่ทำตามเงื่อนไขไม่ทำตามข้อตกลง ยึดเงินคืนแน่ๆ แต่เป็นเงินในบัตรในส่วนที่ให้เพิ่มเติมเท่านั้น ส่วนเงินเดิมที่เคยได้กันมาเดือนละ 200 บาท สำหรับคนที่มีรายได้มากกว่าปีละ 30,000 บาท

ขณะที่คนที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 30,000 บาท ก็ได้คนละ 300 บาท แต่หากยอมฝึกอบรมอาชีพ ก็จะได้เพิ่มเป็น 300 บาท และ 500 บาท ตามลำดับ สำหรับวิธีการของ “มาตรการช่วยคนจนก๊อก 2” ครั้งนี้ เมื่อผู้ที่ได้รับคนจนไปลงทะเบียนหรือแจ้งความประสงค์ตามหน่วยงานต่างๆ ที่จัดไว้ให้ ทั้งสำนักเขต จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รวมไปถึงสาขาของธนาคารออมสิน

ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.ทั่วประเทศ แล้วภาครัฐจะส่ง “เอโอ” หรือหมอประชารัฐสุขใจ อีกกว่า 4,000 คน เข้าไปเคาะประตูบ้านสอบถามความต้องการกันถึงที่ทีเดียว โดย “เอโอ” หรือหมอประชารัฐสุขใจเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นบรรดาอดีตพนักงานธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ที่ต่างคุ้นเคยกับลูกค้าอยู่แล้วนั่นแหล่ะ

ไปเป็นผู้สอบถามความต้องการของผู้มีรายได้น้อยว่าต้องการฝึกอาชีพอะไร แล้วก็จะเป็นผู้จัดการ จัดกระบวนการฝึกอบรมให้ส่วนอาชีพที่รัฐเตรียมไว้ให้เบื้องต้นก็มีประมาณ 597 อาชีพ ก็แล้วแต่ว่าใครต้องการมีอาชีพอะไร ต้องการฝึกอะไร เอาตามใจปรารถนากันเลยทีเดียว “เอโอ” จะคอยแนะนำให้ รวมไปถึงการหางานให้ทำ ที่มีมากกว่า 1 แสนอัตราทีเดียวทั้งในและต่างประเทศ

ไม่เพียงเท่านี้…ยังมีคำแนะนำในการส่งเสริมให้ได้เรียนหนังสือ หรือแม้แต่การให้เงินกู้เพื่อขยับฐานะตัวเองขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการ หรือแม้แต่การเข้าไปช่วยหาที่ทำกิน ที่พักอาศัย หรือแม้แต่การประกันอุบัติรายย่อยให้อีกด้วย แต่ยังไงซะ!! ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้รัฐจะช่วยได้ทั้งหมดทั้ง 11.4 ล้านคนหรอกนะ แต่ก็ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อย่างน้อยก็รองรับได้สักประมาณ 4 ล้านคนในปีแรก

ทั้งหลายทั้งปวง…ก็อย่าลืมกันทีเดียวว่า…ถ้าไม่มา อบรมอาชีพ ก็ไม่ได้เงินเพิ่ม แถมเรียกเงินคืนอีกต่างหาก ก็เลือกเอาว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิต? โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เฟส 2 มีรายละเอียดอะไรบ้างที่จำเป็นต้องรู้ คนที่มีบัตรคนจนแล้ว ต้องลงทะเบียนใหม่หรือเปล่า มาเช็กกันเลย เป็นข่าวดีของผู้มีรายได้น้อยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน กันอีกแล้ว

เมื่อล่าสุดรัฐบาลได้ทุ่มงบกว่า 35,000 ล้านบาท อนุมัติโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เฟส 2 (บัตรคนจน เฟส 2) ซึ่งถือเป็นมาตรการต่อยอดมาจากบัตรคนจน 2560 ที่เป็นการลดภาระค่าครองชีพ ทั้งสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นและค่าโดยสารต่าง ๆ ทว่า…โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เฟส 2 ที่กำลังจะออกมานั้น จะมาช่วยเหลืออะไรเพิ่มเติมบ้าง

แล้วมีรายละเอียดอะไรที่จำเป็นต้องรู้หรือเปล่า มาเช็กไปพร้อม ๆ กันเลย โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย บัตรคนจน เฟส 2 คืออะไร โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เฟส 2 เป็นมาตรการที่ต่อยอดมาจากโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2560 เพื่อให้การช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ผู้ที่ถือบัตรคนจน โดยมีเป้าหมายให้ผู้มีรายได้น้อยได้พัฒนาตนเองให้พ้นจากความยากจน

ด้วยการมีงานทำ เข้าถึงแหล่งเงินทุน และสิ่งจำเป็นพื้นฐานต่าง ๆ จนสามารถพึ่งพาตนเองได้ ต่างจากมาตรการในระยะแรกที่เน้นให้ความช่วยเหลือลดภาระค่าครองชีพเพียงอย่างเดียว โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย เฟส 2 ใครมีสิทธิ์ สำหรับมาตรการในเฟส 2 นี้ จะให้ความช่วยเหลือกับผู้ที่เคยลงทะเบียนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ 2560 และได้สิทธิ์รับบัตรคนจนไปแล้ว

ไม่ใช่เป็นการเปิดลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยรอบใหม่แต่อย่างใด เพราะฉะนั้น คนที่จะมีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการนี้ ต้องเป็นคนที่มีบัตรคนจนอยู่ในมือแล้วเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลก็คาดว่าจะมีผู้มีรายได้น้อยได้ประโยชน์จากโครงการประมาณ 4-5 ล้านราย

คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 ให้ผู้มีรายได้น้อยที่ร่วมโครงการ ได้รับวงเงินบัตรคนจนเพิ่มเป็น 300 บาท และ 500 บาท เริ่มมีผลเดือนมีนาคม 2561 วันอังคารที่ 9 มกราคม 2561 นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

มีมติอนุมัติเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ บัตรคนจน สำหรับค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภค ให้กับผู้ที่มีรายได้ไม่ถึง 30,000 บาท/ปี จากเดิมได้เดือนละ 300 บาท ปรับเป็น 500 บาท และผู้ที่มีรายได้ตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1 แสนบาท/ปี จากเดิมได้เดือนละ 200 บาท เพิ่มเป็น 300 บาท โดยมีเงื่อนไข คือ ต้องเป็นผู้มีรายได้น้อยที่เข้าร่วม

มาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 ซึ่งโครงการจะเริ่มมีผลในเดือนมีนาคม-ธันวาคม 2561 คาดว่าจะทำให้ผู้มีรายได้น้อยได้รับประโยชน์ประมาณ 4.7 ล้านราย โดยที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบหลักการของมาตรการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 2 และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการแต่ละโครงการ

พร้อมทั้งเห็นชอบให้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินมาตรการพัฒนาผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวม 6 มาตรการ 18 โครงการ และให้โครงการดังกล่าวเป็นโครงการธุรกรรมนโยบายรัฐ (Public Service Account:PSA)สำหรับงบประมาณที่ ครม. ในการดำเนินโครงการรวมทั้งสิ้น 35,679 ล้านบาท แบ่งเป็น

งบประมาณสำหรับโครงการเพื่อรองรับมาตรการการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ ไม่เกิน 6,774 ล้านบาท งบประมาณสำหรับธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ไม่เกิน 12,033 ล้านบาท และเป็นงบประมาณสำหรับค่าซื้อสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็น สินค้าเพื่อการศึกษา และวัตถุดิบเพื่อเกษตรกรรมจากร้านธงฟ้าประชารัฐ และร้านอื่น ๆ ที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด

วงเงินไม่เกิน 13,872 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงบประมาณค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ นายณัฐพร กล่าวอีกว่า กระทรวงคลังจะส่งข้อมูลผู้ที่มีบัตรสวัสดิการให้กับคณะกรรมการประจำจังหวัดภายในเดือนมกราคมนี้ จากนั้นผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการพัฒนาตนเอง จะต้องมาพบกับเจ้าหน้าที่ ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 แต่หากไม่มาทางเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ไปพบเป็นรายตัวในเดือนเมษายน 2561

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here