ส่อง 20 อันดับ ซุปตาร์ กับ ลุคสุดปัง โดย น้องฉัตร ช่างแต่งหน้า มาแรงที่สุดในตอนนี้ (ชมความปัง)

0
924

พูดถึงช่างแต่งหน้าคิวทอง เจ้าของผลงานสไตล์หวาน สวยฉ่ำโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ฝากผลงานไว้บนใบหน้าของคนดังมากมาย อาทิ อั้ม พัชราภา, นุ่น วรนุช, หญิง รฐา, เป้ย ปานวาด หรือ นัท มีเรีย ล้วนแล้วแต่ผ่านมือของ “น้องฉัตร-ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ” ช่างแต่งหน้าคลื่นลูกใหม่วัย 29 มาแล้วทั้งสิ้น

จากลูกแม่ค้าหาเช้ากินค่ำ ครอบครัวมีปัญหาทางด้านการเงิน น้องฉัตรต้องออกมาเรียนสายอาชีพ เรียนเสริมสวย และเรียนหนังสือไปพร้อมๆ กัน เธอบอกว่า “อยากมีชื่อในนิตยสาร มีคนรู้จักเหมือนช่างแต่งหน้าคนอื่นบ้าง” ชีวิตของช่างแต่งหน้าคนนี้จะเป็นอย่างไร บอกเลยว่าเส้นทางจากช่างแต่งหน้าราคา 10 บาท สู่ช่างแต่งหน้าค่าตัวสูงระดับประเทศนั้นไม่ง่ายเลย

แม้ยากลำบาก แต่ “แม่” คือผู้ให้โอกาส น้องฉัตรเกิดในครอบครัวคนจีน และเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของบ้าน แต่เพราะที่บ้านไม่เคยห้าม พร้อมให้อิสระด้านความคิด น้องฉัตรจึงได้ทำทุกอย่างตามที่ตัวเองฝัน โดยมีคุณแม่เป็นผู้สนับสนุนอยู่ข้างๆ มาตั้งแต่เด็ก เพียงเพราะประโยคจากปากแม่ “ลูกกลับมาเป็นผู้ชายไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร ขอแค่เป็นคนดีก็พอ” ทำให้น้องฉัตรคิดว่าถ้าตนเองจะทำอะไรจะทำให้ดีที่สุด

ตั้งแต่วัยเด็กน้องฉัตรใฝ่ฝันอยากเป็นช่างแต่งหน้า แต่เพราะเครื่องสำอางราคาสูงน้องฉัตรจึงเริ่มต้นจากการเป็นช่างทำผมก่อน จากนั้นพยายามไปสมัครงานตามร้านเสริมสวยแต่ก็โดนปฏิเสธ จนคุณแม่เห็นใจยอมปรับปรุงชั้นล่างของตัวบ้านเปิดเป็นร้านเสริมสวยเล็กๆ ให้

“เราทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยตั้งแต่อายุ 13 วันเสาร์ อาทิตย์ทำผม สระไดร์ได้ค่าจ้างหัวละ 10 บาท เป็นเส้นทางให้เราทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ รู้เลยว่าการหาเงินไม่ใช่เรื่องง่าย ทำงานเก็บเงินจ่ายเงินค่าเรียนเอง จนช่วงฝึกงาน ทำงานเคาน์เตอร์แบรนด์เครื่องสำอางในห้าง ได้เห็นงานในวงการแฟชั่นมากขึ้น พี่ๆ ช่างแต่งหน้างานล้นมือก็ชวนเราให้ไปช่วยซับหน้า เริ่มมีงานนอกเยอะขึ้น เป็นฟรีแลนซ์ไปทำงานนอกบ้าน”

โอกาสเข้ามาพร้อมการแข่งขันที่ดุเดือด หลังจากนั้นน้องฉัตรก็เริ่มเป็นช่างแต่งหน้า แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากนัก จนกระทั่งตนเองเข้าไปแสดงความคิดเห็นในอินสตาแกรมส่วนตัวของคุณหญิง รฐาว่าอยากแต่งหน้าให้ แต่ใครจะคิดว่าหญิง รฐาจะเห็นข้อความนั้น เป็นสาเหตุให้เมื่อน้องฉัตรเจอกับคุณหญิง รฐา ทั้งสองจึงได้ทำความรู้จักกัน

และได้รับการชักชวนไปแต่งหน้าให้เธอตอนไปร่วมงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2013 ที่ประเทศฝรั่งเศส จากงานนี้ทุกคนจึงได้เห็นความสามารถ และฝีมือของช่างแต่งหน้าที่ชื่อว่าน้องฉัตร และกลายเป็นปีทองของเขาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา งานที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องทำให้อันดับช่างแต่งหน้าคิวทองอันดับต้นๆ ของเมืองไทยตกไปอยู่ในมือของน้องฉัตรได้ไม่ยาก

หากแต่โอกาสที่เข้ามานั้นกลับมาพร้อมเสียงบอกเล่าแบบปากต่อปากในทางที่ไม่ค่อยบวกนัก โดยเฉพาะการถูกมองว่าเขาเป็นช่างแต่งหน้าเกาะกระแส รับแต่งหน้าให้เฉพาะคนมีชื่อเสียง ดารา นักแสดง “ในยุคโซเชียลมันก็ต้องทำแบบนี้ เพราะมันคือการประชาสัมพันธ์ตัวเอง ถ้าฉัตรเก่งแต่ไม่ได้พีอาร์ตัวเอง คนก็ไม่รู้ เราอยากมีงานเยอะ อยากทำงาน เราก็ทำตามกระแสที่เราอยู่ ณ พื้นที่ตรงนั้นมากกว่า กว่าเราจะมาถึงวันนี้ได้เราไม่ได้รวย แต่ที่เรามีเงิน เพราะเราทำงานหาเงิน”

โลกไม่ได้อยู่ยาก ถ้าเรามองให้มันอยู่ได้ วงการช่างแต่งหน้าไม่แตกต่างจากวงการอื่นๆ ที่มีการเปรียบเทียบ แข่งขันกันอย่างดุเดือด การจะทำให้ทั้งวงการน่าอยู่จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียว น้องฉัตรเองก็เป็นคนที่อยู่ในโลกเล็กๆ ใบนี้ โลกที่ใครอาจมองว่าอยู่ยาก แต่สำหรับน้องฉัตรแนะนำว่าถ้าเรามองโลกให้มันอยู่ได้ ชีวิตจะง่ายขึ้นกว่าเดิม

“เราพยายามใช้ชีวิตให้มีความสุขดีกว่า เรามองทุกอย่างเป็นมุมบวก เราปรับตัวเองได้ เราเคยไปทำงานแฟชั่นแล้วโดนไล่กลับบ้าน เพราะเกิดจากความไม่เข้าใจกัน หลังจากนั้นเราก็ไม่ร่วมงานกับคนนั้นอีก ฉัตรอยากทำให้วงการนี้น่าอยู่” การเลือกที่จะคิดบวกจึงทำให้น้องฉัตรบอกว่าทุกวันนี้ตัวเองมีความสุขมากยิ่งขึ้น เพราะโอกาสต่างๆ ที่เข้ามามันง่ายขึ้น ในขณะที่ตัวเองยังคงใช้ชีวิตแบบเดิม

ความมุ่งมั่นตั้งใจ ส่งไปสู่ความสำเร็จ ทุกวันนี้น้องฉัตรได้พิสูจน์ให้ตัวเองและคนรอบข้างเห็นแล้วว่าถ้าเรามีเป้าหมาย และลงมือทำ เส้นชัยเหล่านั้นก็ไปถึงได้ไม่ยาก จากช่างแต่งหน้าเชียร์ลีดเดอร์สมัยเรียนหน้าละ 10 บาท เดินทางมาสู่การเป็นช่างแต่งหน้าติดอันดับ 1 ใน 5 ของเมืองไทยที่มีเรทราคาค่าจ้างแต่งหน้างานโฆษณาราคาหลักแสน

หรือแม้กระทั่งหลักชัยถัดมาที่ต้องการเป็นเจ้าของธุรกิจ และมีเงิน 100 ล้านก่อนอายุ 30 ปัจจุบันน้องฉัตรมีธุรกิจเครื่องสำอางของตัวเอง และคงจะไปถึงเป้าหมายที่ตั้งใจได้ไม่ยาก ทุกสิ่งที่ลงมือทำเป็นเพราะอยากวางฐานรากให้ตัวเองและครอบครัวมั่นคง พร้อมเป็นต้นแบบของคนมีฝัน หากตั้งใจ ลงมือทำ ต้องสำเร็จแน่นอน

“เราเป็นคนไม่เคยปล่อยผ่านโอกาสที่เข้ามาในชีวิต เวลาเราเจอน้องๆ เราอยากให้โอกาสเขา แต่เขาไม่รับ เราเสียดายแทนนะ ตอนเด็กๆ บ้านอยู่ปู่เจ้าสมิงพรายไปทำงานปิ่นเกล้า ตื่นเช้ากลับดึก ถึงขนาดนั่งหลับบนรถเมล์จนเลยป้าย เราผ่านทุกช่วงชีวิตของการทำงาน ทุกวันนี้เลยรู้สึกว่าเราโชคดีกว่าคนอื่นๆ ที่ไม่มีโอกาส

เราไม่ได้แต่งหน้าเก่งที่สุด ยังมีคนแต่งหน้าเก่งกว่าเราเยอะแต่เขาอาจไม่มีโอกาส แต่เรามีโอกาส ทุกวันนี้ใครที่รัก และมีโอกาสเราก็พร้อมจะสนับสนุน” ปัจจุบันจึงมี #ทีมน้องฉัตร ซึ่งเป็นลูกทีมที่เกิดจากเด็กรักการแต่งหน้า มีฝัน อยากเติบโต ประสบความสำเร็จแบบน้องฉัตร เข้ามาเรียนรู้วิธีทำงาน ใช้ชีวิตอยู่และได้รับโอกาสจากน้องฉัตรจนกลายเป็นทีมน้องฉัตรที่อยู่กันเป็นครอบครัว

“พวกเขาเป็นน้องๆ ที่เราปั้นมาตั้งแต่เรียนปวช. เริ่มทำงานตั้งแต่เด็กเหมือนเรา เราได้โอกาสมายังไง เราเจอคนอื่นเราก็อยากให้โอกาสเขาเหมือนกับที่เราเคยได้รับ” ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจถ้าคุณอยากแต่งหน้ากับน้องฉัตร และน้องฉัตรไม่ว่างก็จะมีทีมน้องฉัตรไปแปลงโฉมให้คุณ ความสวยหวานสไตล์น้องฉัตรเทียบเท่าต้นแบบ 100 เปอร์เซ็นต์แน่นอน

หลักชัยถัดไปของช่างแต่งหน้าคิวทอง ที่ดูเหมือนจะเป็นความฝันของช่างแต่งหน้าหลายๆ คน “น้องฉัตรฝันอยากแต่งหน้าให้บียอนเซ่ เพราะอยากให้เขารู้ว่าผลงานคนไทยก็เก่ง เราอยากพรีเซนต์ประเทศ ให้คนรู้จักไทยแลนด์มากขึ้น” การมีฝัน วางเป้าหมายมันง่าย แต่การจะไปถึงมีเพียงอย่างเดียวคือ “ทำ” เพราะไม่ว่าวงการไหน สายอาชีพอะไร หากคุณเป็น “ตัวจริง” เชื่อว่าคุณสามารถประสบความสำเร็จได้แบบ “ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ”

“คือตอนนั้นเราเรียนอยู่ ม.2 โรงเรียนสรรพวุฒิ เราเห็นคุณแม่ลำบาก ก๋วยเตี๋ยวขายไม่ได้ เนื่องจากช่วงนั้นเชื้อแอนแทรกซ์ระบาด ท่านก็ต้องไปหาบเร่ขายขนมกะหรี่พัฟฟ์ เราก็เลยอยากหารายได้ช่วยแม่” เมกอัพอาร์ทิสต์ชื่อดัง เล่าย้อนเหตุการณ์เมื่อครั้งความรักความชอบในวัยละอ่อน เริ่มออกเดินทางเป็นครั้งแรก

“คือพอเราเห็นผู้หญิงสวยๆ ในแมกกาซีน หรือในทีวีที่เขาสอนเรื่องพวกนี้ เราก็จะจำแบบ พยายามดูว่าเขาแต่งอย่างไร แล้วก็เครื่องสำอางของคุณแม่บ้าง ของน้าบ้าง เอามาหัดแต่ง (หัวเราะ) “ก็ทำไปเรื่อย ตาสีฟ้าบ้าง แก้มสีแดงบ้าง ผมติดกากเพชร เรียกได้ว่าเด็กๆ แถวนั้นพอเลิกเล่นกลับไปบ้าน สวยทุกคน”

ฉัตรชัยกล่าวถ่อมตนถึงการประสบความสำเร็จตามฝัน–ฝันที่อยากมีชื่อเสียง– ได้ลงหนังสือออกทีวี–ได้มีคนกล่าวชมว่านี้คือคุณ… “ฉัตรชัย เพียงอภิชาติ” เมกอัพอาร์ทิสต์ชื่อดังของเมืองไทย “ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีมากๆ ของเรา ที่เรารู้ว่าตอนนั้นเราชอบอะไร เราฝันอยากเป็นอะไรแล้วได้เป็น ทั้งๆ ที่ตอนนั้นที่บ้านเราไม่มีเงิน ก็เกือบไม่ได้เรียนเหมือนกัน”

ฉัตรชัยเผยวินาทีแรกที่เกือบไม่มีสกุลเมกอัพอาร์ทิสต์นำหน้า เพราะด้วยความที่ครอบครัวมีคุณแม่หาเลี้ยงชีพเพียงลำพัง อาหารการกิน ฉัตรชัยก็ต้องอาศัยห่อข้าวจากร้านพี่สาวแม่ไปประทังที่โรงเรียน มิหนำซ้ำ บางวันทั้งครอบครัวมีเงินติดตัวเพียงแค่ 20 บาท ก็แทบจะคือทั้งหมดทั้งมวลของชีวิตเช้า-ค่ำในทุกๆ วันที่สองแม่ลูกต้องประคอง

ค่าเล่าเรียนวิชาช่างเสริมสวยหรือ? แทบจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้เลิกล้ม เมื่อคิดที่จะมุ่งสู่ถนนสายนี้ กระนั้นก็ดี เมื่อรู้ว่าลูกรักและชอบเส้นทางสายนี้ ผู้เป็นแม่ก็ไม่รีรอหยิบยื่น “หาเงินมาส่งให้เราเรียนจนได้” ฉัตรชัยกล่าวดวงรอยยิ้มเต็มดวงหน้า เมื่อคิดถึงเงิน 1,500 บาทที่แม่หามาให้เพื่อใช้ในการเริ่มต้นศึกษาด้านความสวยความงาม

ซึ่งแม้อาจจะเป็นจำนวนไม่มากมายสำหรับใครบางคน แต่ในความรู้สึกของฉัตรชัยด้วยวัยเพียง 13 ปี นั้นถือว่าเป็นสิ่งมีค่ามหาศาลเกินกว่าจะไขว่คว้าได้ และ “ศูนย์ฝึกอาชีพ” ในพื้นที่ละแลกบ้าน ก็เป็นสถาบันแห่งแรกๆ ที่เปิดโลกการตกแต่งความงามให้แก่เขา “คือจริงๆ ตอนนั้น นอกจากเราอยากเรียนที่ใหญ่ๆ ที่ๆ มีชื่อเสียง แล้วก็อยากจะเรียนทั้งแต่งหน้า เรียนทั้งทำผม แต่พอกลับมาคิดคำนวณดูเงินเท่าไร

เราก็มีไม่ถึงที่จะไปเรียนได้ครบสองอย่าง เรียนแต่งหน้าใช้เงินเยอะกว่า เราก็เลยตัดใจเลือกเรียนทำผมก่อน เลือกเรียนศูนย์ฝึกตรงนี้ไปก่อน เพราะเมื่อพอคิดดูดีๆ แล้วเราก็ได้พื้นความรู้เหมือนกัน แล้วอีกอย่างค่ารถค่าเดินทางเราก็ไม่ต้องเสียให้เป็นภาระคุณแม่เพิ่ม”

“เราก็ลองไปสมัคร แต่เขาไม่รับเรา…” ฉัตรชัย เล่าถึงตรงนี้ก็เว้นวรรคสะดุดเล็กน้อยเช่นเดียวกับความรู้สึกในตอนนั้นที่คำปฏิเสธผ่ากลางใจกับคำปรามาสว่า “ว่าจะทำได้หรือ” “คือตอนที่ไปสมัครแล้วเขาปฏิเสธเรา เขาบอกกับเราประมาณว่าเราเด็กเกินไป เราจะทำได้หรือ” ฉัตรชัยว่า “แล้วหลังจากนั้นพอดีคุณน้าแถวบ้านเขารู้จักกับอาจารย์อีกท่านที่ศูนย์ฝึกนั้น เขาก็คุยให้เรา ก็เป็นอันว่ารับเราเข้าเรียนเป็นกรณีพิเศษ เราก็รู้สึกว่าเดี๋ยวจะทำให้ดู เดี๋ยวฉันจะต้องทำให้ได้”

และด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นตั้งแต่เช้าจดเย็นตลอดระยะเวลาปิดเทอมยันเปิดเทอมกว่า 3 เดือน ที่ฉัตรชัยตรากตรำร่ำเรียนอย่างหนักทั้งสองทาง เมื่อสำเร็จหลักสูตร ฉัตรชัยจึงอยากใช้วิชาชีพที่ร่ำเรียนตอบแทนผู้มีพระคุณ โดยเริ่มจากโต๊ะเครื่องแป้ง หวี ไดร์ ในราคาย่อมเยาเท่าที่มี “จริงๆ ตอนแรกก็คิดว่าจะไปสมัครร้านเสริมสวยก่อน

เพราะไม่คิดว่าจะสามารถทำที่บ้านได้ แต่พอไปขออนุญาตคุณแม่ ท่านก็สนับสนุนเราเต็มที่ ให้เราเปิดร้านที่บ้านได้เลยตามต้องการ เราก็เลยเปิดทำที่บ้านหลังเลิกเรียนกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ คิดราคาหัวละ 20-30 สระไดร์” 100-300 บาท คือรายได้ประมาณการต่อวันที่ฉัตรชัยบอกว่าภูมิใจมากที่น้ำพักน้ำแรงของตัวเองสามารถช่วยเหลือครอบครัวได้จากงานที่รัก

และสามารถส่งเสียตัวเองจนเรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานเทียบเท่า ม.6 จากโรงเรียนพณิชยการบางนา ก่อนจะต่อด้วยใบปริญญาตรีจากรั้วราชภัฏสวนดุสิต และสร้างฝันพื้นฐานการแต่งหน้าทำผมระดับมืออาชีพจนคว้ารางวัลรายการมากมาย “ก็มีได้แชมป์เยาวชนครั้งหนึ่ง นอกนั้นก็รายการต่างๆ ที่เขาจัดประกวด ชนะบ้างแพ้บ้าง ก็คิดว่าเป็นประสบการณ์มากกว่า ถึงแม้จะมีแอบคิดเล็กคิดน้อยตามประสาเด็กว่าของเราก็สวยทำไมไม่ได้

“ด้วยความที่เรายังเป็นเด็กประสบการณ์เรายังไม่มาก บางครั้งก็มีทำผิด ทำพลาด อย่างไดร์ผมลูกค้าเสร็จยังไม่ทันก้าวออกนอกร้านผมเขาไม่ตรงแล้ว หรือทำผมเขาหลุดเป็นกระจุกใหญ่ เพราะด้วยความที่เราเป็นคนชอบลอง ชอบตามเทรนด์ตามอาจารย์ในทีวี ก็ต้องรีบวิ่งเอาเงินไปคืน ปฏิเสธรับเงิน (หัวเราะ) เพราะเรารู้สึกว่าเราทำให้เขาไม่ดี แต่ส่วนใหญ่ลูกค้าเขาก็จะบอกเราว่าไม่เป็นไร แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับเราเงิน 30 บาท มันก็ยังเยอะอยู่ดี”

“ก็เลยรู้สึกมาตลอดว่าต้องขอบคุณคุณน้าคุณอาที่เอ็นดู เพราะการที่เราจะมามีวันนี้ได้จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเกิดไม่มีพวกเขาเหล่านี้” ฉัตรชัยเผยความรู้สึกถึงย่างก้าวแห่งความสำเร็จของตัวเอง ที่นอกเหนือจากความสามารถที่เขาใช้คำว่า ‘วิ่ง’ ไล่หาโอกาสทั้งงานร้านงานกิจกรรมโรงเรียน เขาก็ขันอาสา

และหลังจากผ่านการฝึกงานกับเครื่องสำอาง Mac ชื่อดังได้สำเร็จ คอนเนกชันก็ไหลมาเทมา เพราะเนื่องจากรุ่นพี่ที่ฝึกงานในอีกด้านหนึ่งก็พ่วงตำแหน่งช่างแต่งหน้าอิสระ ดังนั้น เมื่อรู้ว่าฉัตรชัยมีฝีมือเรื่องตรงนี้ก็ชักชวนฉัตรชัยเข้าสู่วงการ “เพราะว่าพี่ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นช่างแต่งหน้ากัน ทีนี้พอเขารู้ว่าเราทำผมได้ เวลามีแต่งหน้าลูกค้าข้างนอก

เขาก็มักจะชวนเราไปทำผม เราก็จะได้แล้ว 500 บาท” ฉัตรชัยกล่าวแซมยิ้ม ก่อนจะเปิดเผยว่าแม้จะได้เงินมากกว่าทำที่บ้าน แต่เมื่อเทียบกับค่าเดินทางที่เหลือก็ติดไม้ติดมือกลับบ้านจริงๆ ก็คือ ประสบการณ์ที่มากกว่าค่าเงินเสียด้วยซ้ำ

Leave your vote

-3 points
Upvote Downvote

Total votes: 21

Upvotes: 9

Upvotes percentage: 42.857143%

Downvotes: 12

Downvotes percentage: 57.142857%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here