ปลื้มปิติ “นาฬิกาของพ่อ” ดร.สุเมธ ครั้งแอบดู พระองค์ท่านใส่นาฬิกายี่ห้ออะไร พ่อยื่นพระหัตถ์ให้ดูตรงหน้า ทราบราคาถึงกับหลั่งน้้ำตา (ชมภาพ-รายละเอียดนาฬิกาพ่อ)

0
221

เพจราชบัลลังค์จักรีวงศ์ ระบุข้อความเกี่ยวกับความสมถะของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ในหลวง ใส่นาฬิกาเรือนละ ๗๕๐ บาท เสื้อผ้าทรงมีไม่กี่ชุด ทรงใช้จนเปื่อยซีด ฉลองพระบาทคู่ละ ๓๐๐-๔๐๐ บาท ดร.สุเมธ กล่าวว่า “ครั้งหนึ่ง ผมพยายามที่จะแอบดูว่าพระองค์ท่านใส่นาฬิกายี่ห้ออะไร

จนพระองค์ท่านรู้สึกได้ว่าผมพยายามอยากจะดูยี่ห้อท่านจึงยื่นข้อพระหัตถ์มาให้ดูตรงหน้า จึงทราบว่าพระองค์ท่านใส่นาฬิกาเพียงเรือนละ ๗๕๐ บาทเท่านั้นซึ่งก็เดินตรงเหมือนกันกับนาฬิกาเรือนแพง แม้กระทั่งฉลองพระองค์ก็ทรงมีไม่กี่ชุด ทรงใช้จนเปื่อยซีด แต่พวกเรามักคิดว่า การมีแบบเหลือกินเหลือใช้จึงจะดี เพราะคนสมัยนี้เริ่มไม่เอาเกษตรกรรม

แต่เลือกที่จะทำอุตส่าหากรรม (เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นมาเอง)สุดท้ายอนาคตก็จะอดกิน” ดร.สุเมธถามอีกว่า คนในห้องนี้มีรองเท้ากันคนละกี่คู่? ก็มีสตรีนักธุรกิจตอบว่า ๑๐๐ กว่าคู่ ดร.สุเมธ จึงถามว่า แล้ววันนี้ใส่มากี่คู่? ถ้าจะใช้ให้คุ้ม ทำไมไม่เอาแขวนคอมาด้วย ก่อนที่จะบอกว่า พระองค์ฉลองพระบาทคู่ละ ๓๐๐-๔๐๐ บาท

อีกทั้งฉลองพระบาทของพระองค์ยังถูกนำส่งไปซ่อมแล้วซ่อมอีก ขณะที่ข้าราชบริพารใส่รองเท้าคู่ละ ๓๐๐๐-๔๐๐๐ บาท แต่เวลาพระองค์ทรงออกเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ห่างไกลที่สุดแล้วข้าราชบริพารก็เดินตามพระองค์ไม่ทันอยู่ดี พระองค์ท่านจะตรัสว่า เวลาเดิน คนเราจะใส่รองเท้าได้คู่เดียว

สุดใจ เล่าว่า ช่วงนั้นมีคนรู้ข่าวว่าในหลวงและพระราชินีเสด็จฯ มาทรงเยือน คนที่อยู่บ้านนอกทั้งหลายก็เข้าเมืองมาเฝ้าฯ รับเสด็จจำนวนมาก ทำให้คนในตลาดขายของดีกันเป็นแถว แต่ใครจะขายของดีเธอไม่สนใจ เพราะความตั้งใจเดียวของเธอคือ อยากพบในหลวง อยากได้พูดกับในหลวงของเธอ

รุ่งขึ้นซึ่งเป็นวันเสด็จฯ กลับ สุดใจเก็บดอกกุหลาบหลังบ้านมาห่อด้วยกรวยใบตองแล้วรอท่าอยู่ พอเห็นรถพระที่นั่งแล่นมาตามถนนหฤทัย ซึ่งเป็นถนนสายหลักเส้นเดียวของเมืองชัยภูมิเวลานั้น เธอก็คว้าแขนหลานสาวสองคนไปยืนดักอยู่ริมถนน เจ้าหน้าที่ซึ่งถวายความปลอดภัยตามถนนมาไล่ให้ถอยออกไปเธอก็ไม่ถอย พอรถพระที่นั่งแล่นผ่านไปนิดหนึ่งก็ชะลอจอดลง

แล้วฝันของคนยากคนหนึ่งก็เป็นจริงขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ”ในหลวงทรงเปิดประตูรถออกมา ท่านผินพระองค์ออกมานั่งนอกรถอยู่ครึ่งพระองค์ เท้าวางอยู่นอกรถ สมเด็จพระราชินีประทับอยู่ด้านตอนหลัง ทหารที่ตามกรูกันลงมาดู ฉันก็คุกเข่าลงกับพื้นถวายดอกไม้แด่พระองค์ท่าน หลานสองคนก็เข้าไปกราบ ท่านถามว่า ลูกเหรอ? ก็ตอบท่านว่า ไม่ใช่ค่ะ หลาน

ท่านถามอีกก็ตอบว่าอย่างนั้นอีก อุตส่าห์ตั้งใจว่าถ้าได้พูดกับท่านจะว่าเพคะๆ ก็ว่าไม่ได้ เพราะทั้งตกใจ ทั้งดีใจจนบอกไม่ถูก ท่านก็ยิ้ม จนรถแล่นไปแล้วก็ยังเห็นพระราชินีโบกมือให้อยู่”ดีใจค่ะ ดีใจที่สุด ดีใจจนบอกไม่ถูก ไม่นึกว่าชาตินี้จะได้พูดกับในหลวง…” เธอเล่าเสียงสดใส พร้อมกับบอกว่า การได้เล่าเรื่องนี้เป็นความสุข เรื่องน่าเสียดายอย่างเดียวสำหรับเธอคือ

ไม่มีภาพเหตุการณ์นั้นไว้เป็นที่ระลึก แต่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ ทุกบททุกตอนของเรื่องนี้ยังแจ่มชัดอยู่ในความทรงจำ และทุกวันนี้หลังสวดมนต์เช้าเย็นเธอก็ได้แต่ขออาราธนาคุณพระรัตนตรัยอำนวยให้ในหลวงของเธอแข็งแรงเพื่อเป็นหลักให้บ้านเมือง

เกริก วณิกกุล อดีตรองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โชคดีกว่าหลายๆ คน เพราะมีโอกาสได้เห็น ได้เข้าเฝ้าฯ “ในหลวงของเขา” มาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะคุณแม่เป็นราชเลขานุการในพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ แถมตอนโตยังได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ รับฟังกระแสพระราชดำรัสและแนวพระราชดำริอยู่หลายครั้ง

“…ช่วงโรงเรียนปิดเทอม ผมมีโอกาสตามแม่ไปที่พระราชวังไกลกังวล เพราะแม่ต้องตามเสด็จ ผมได้มีโอกาสไปยืนเฝ้าฯ ส่งเสด็จด้วย ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจ เลยถามแม่ประสาเด็กอายุ ๖-๗ ขวบ ว่า ทำไมต้องไปยืนส่งเสด็จด้วย แม่ก็บอกว่าพระองค์ท่านจะเดินทางไปทรงเยี่ยมราษฎร ไปช่วยเหลือประชาชน ไปทำความดี

เราเป็นข้าราชบริพารไปส่งเสด็จก็เพื่อเป็นกำลังใจให้พระองค์ท่าน เราทำได้แค่ให้กำลังใจ แค่นี้ก็ควรทำ ซึ่งตอนเด็กๆ ผมเห็นพระองค์ท่านเสด็จฯ ออกไปทรงเยี่ยมประชาชน ไปช่วยทำอะไรให้ประชาชนที่โน่นที่นี่แทบทุกวันครั้งหนึ่งผมไปรอเล่นแบดมินตันที่คอร์ตวังไกลกังวล รอว่าเมื่อไหร่จะได้เล่นแบดมินตันซะที แต่ตอนนั้นพระองค์ท่านประทับอยู่แถวๆ นั้นนานมาก

ไม่ไปที่อื่นเลย จ้องมองขวดน้ำอะไรสักอย่าง ทีละนานๆ เป็นชั่วโมง มารู้ทีหลังว่าที่พระองค์ท่านอยู่แถวนั้นนานๆ แทบทุกวันในตอนเย็น เพราะรอคนมาถวายงานเรื่องน้ำ เข้าใจว่าช่วงนั้นแม่น้ำแม่กลองมีปัญหาเน่าเสีย เจ้าหน้าที่ที่ไปตรวจน้ำต้องมาถวายรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น น้ำเสียเพราะอะไร ผลการตรวจเป็นอย่างไร ต้องหาสาเหตุเพื่อจะช่วยแก้ปัญหา

ไม่ให้ประชาชนย่านนั้นเดือดร้อน”ก่อนจะมีกังหันชัยพัฒนาให้เห็นกันทั่วไปในเวลานี้ เวลาโน้นเกริกก็เห็นกังหันสารพัดรูปแบบเต็มพระราชวังไกลกังวลมาก่อนแล้ว “ในวังมีกังหันหลากหลายรูปแบบมาก ตั้งเรียงรายเต็มไปหมดทั่วบริเวณ เพราะตอนนั้นพระองค์ต้องการศึกษาว่ากังหันแบบไหนให้พลังงานมากที่สุด จะได้เอาไปแนะนำประชาชนได้

ทำให้ในวังมีกังหันหลากหลายรูปแบบมาก ตั้งเรียงรายเต็มไปหมดทั่วบริเวณวัง แต่ผลการทำครั้งนั้น สรุปว่ากังหันที่ชาวบ้านใช้อยู่ให้พลังงานมากที่สุดแล้ว หลังทดลองแล้วพระองค์ท่านก็ได้กังหันหน้าตาแปลกๆ ไปบอกชาวบ้าน งานเหล่านี้ทำให้เห็นความพยายามอยากจะหาทางช่วยเหลือประชาชนของพระองค์ท่าน ซึ่งมันน่าประทับใจมาก”

สำหรับ จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น ต่างออกไปตรงที่ต้องทำงานในพระปรมาภิไธยด้วย”การสอบได้เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาเป็นความสุขและความสมหวังครั้งสำคัญของผู้สำเร็จการศึกษาวิชากฎหมายส่วนใหญ่ แต่ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่และสูงค่าที่สุดในชีวิตของผู้พิพากษาตุลาการทุกคนจะเกิดขึ้นในวันที่ท่านประธานศาลนำคณะผู้พิพากษาตุลาการใหม่เข้าเฝ้าฯ

ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้าปฏิบัติภารกิจตามตำแหน่งหน้าที่ เพราะวันนั้นเราจะได้เป็นผู้พิพากษาตุลาการ ทำหน้าที่พิจารณาพิพากษาอรรถคดีในพระปรมาภิไธยเป็นครั้งแรก เราจะลงชื่อในคำพิพากษาได้อย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมกันนั้นพันธกิจอันสำคัญของความเป็นผู้พิพากษาตุลาการก็จะบังเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน…”

จากวันนั้นถึงวันนี้ สำหรับเขาแล้ว คำถวายสัตย์ปฏิญาณที่ผู้พิพากษาตุลาการทุกคนเปล่งออกมาต่อหน้าพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องอยู่ในจริยธรรมสำนึกของผู้พิพากษาตุลาการตลอดไป ความเป็นผู้พิพากษาตุลาการในพระปรมาภิไธยจะอยู่กับตัวผู้พิพากษาตุลาการคนนั้นชั่วชีวิต

พร้อมด้วยอุดมการณ์ที่ว่าผู้พิพากษาตุลาการทุกคนจะต้องจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรศ.พิษณุ ศุภนิมิตร อาจารย์ประจำคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร หนึ่งในทีมผู้ถวายงานเมื่อครั้งที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำหนังสือพระมหาชนก บอกว่า ตัวเองเป็นแค่คนเล็กๆ ที่เคยทำงานถวายพระองค์ท่าน

แต่งานนั้นก็เป็นเกียรติยศของตัวเองและวงศ์ตระกูลอย่างหาที่สุดมิได้”…ก่อนจะเข้าเฝ้าฯ ได้อ่านหนังสือพระมหาชนกเป็นสิบๆ รอบ แต่อ่านแล้วก็ยังไม่กระจ่าง กระทั่งได้เข้าเฝ้าฯ วันนั้นเป็นกลุ่มสุดท้ายที่โปรดให้เข้าเฝ้าฯ ซึ่งมืดค่ำแล้ว ตอนแรกก็คิดว่าเราจะไหวไหม มืดแล้ว หิวก็หิว คิดว่าแย่แล้ว กลับบ้านดึกแน่ คิดแบบเห็นแก่ตัวเอง แต่พอตอนเดินข้าห้องเพื่อเข้าเฝ้าฯ

เป็นห้องใหญ่พอสมควร จำได้มีแสงสลัวๆ เห็นแต่ไกล ตอนนั้นทุกคนสะดุด ทรุดลงกับพื้นเลย เพราะพระองค์ประทับพระเก้าอี้กลางห้องรอพวกเราอยู่ ใครจะคิดว่าพระองค์จะเป็นฝ่ายนั่งรอพวกเรา พวกเราต่างหากที่ควรรอพระองค์ท่าน

วันนั้นพระองค์มีพระราชกระแสกับคณะผู้ร่วมทำหนังสือเกือบ ๓ ชั่วโมง พระองค์ชี้แจงทุกอย่างทั้งแนวความคิดที่ทรงพระราชนิพนธ์เรื่องนี้ขึ้นมา ทุกคนนั่งฟังแบบไม่รู้สึกเมื่อยเลย ฟังพระองค์ท่านแล้ว ทุกอย่างกระจ่างชัดก่อนที่จะทำโครงการ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นอ่านเป็นสิบๆ รอบไม่เข้าใจ

…มีช่วงหนึ่งมีพระราชกระแสรับสั่งว่า อยากให้ทำเหรียญพระมหาชนกออกมาพร้อมกับหนังสือ พระองค์คงรู้ว่าคนไทยชื่นชอบสะสมเหรียญ และบางคนอาจคิดว่าเหรียญสำคัญกว่าด้วยซ้ำ พระองค์เลยบอกเหรียญต้องมาพร้อมกับหนังสือ คือถ้าชอบเหรียญก็ได้หนังสือไปอ่านด้วย เพราะจริงๆ แล้วเนื้อหาในหนังสือสำคัญกว่า พระองค์ท่านมีวิธีคิดที่ลึกซึ้ง

“หลังจากหนังสือพระมหาชนกวางจำหน่ายประมาณ ๑-๒ สัปดาห์ ก็มีเหรียญปลอมออกวางขายบริเวณหน้าพระลาน พอคณะผู้ร่วมทำหนังสือเห็นเข้าก็กราบบังคมทูลว่าจะทำอย่างไรดีกับเหรียญปลอม แต่พระองค์กลับมีพระราชดำรัสลงมาว่า ‘แบ่งเขาทำมาหากินกันบ้าง’”คล้ายกับว่าพระองค์ไม่อยากให้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าฟ้องร้องก็คือประชาชนคนไทยที่ถูกฟ้อง

กระทบกระเทือนคนทำมาหากิน ตอนนั้นคิดว่าถึงแม้เราจะเดือดร้อนแทนพระองค์ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะทรงมีพระเมตตา นี่คือความประทับใจแรก”ระหว่างเข้าเฝ้าฯ ครั้งนั้น พระองค์ตรัสตอนหนึ่งด้วยว่า ให้ช่วยกันออกแบบเหรียญ และจะให้เหรียญกับคณะผู้ร่วมทำด้วย แต่เราทำงานกว่า ๒ ปีถึงจะเสร็จ ก็ไม่มีใครคิดว่าพระองค์จะพระราชทานเหรียญให้

เพราะเวลาผ่านมานานมากและพระองค์ตรัสเพียงครั้งเดียว หากเป็นคนทั่วไปก็อาจลืมกันได้ แต่พระองค์ไม่ลืม พอถึงวันงานจัดแสดงที่ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระองค์ได้พระราชทานเหรียญให้คณะผู้ร่วมจัดทำจริงๆ พระองค์พระราชทานเหรียญพระมหาชนกทองคำให้ศิลปินทุกคน ที่เหรียญมีข้อความว่า ‘เหรียญพระราชทาน’

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here