‘กระทรวงแรงงาน’ ย้ำสิ่งที่ ‘ลูกจ้าง’ ควรได้รับในช่วงปีใหม่

0
114

นางเพชรรัตน์ สินอวย รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน

เปิดเผยว่า ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2560

กำหนดให้วันที่ 30 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561 เป็นวันหยุดต่อเนื่องกันในช่วงเทศกาลปีใหม่

กระทรวงแรงงาน โดย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

มีความห่วงใยพี่น้องผู้ใช้แรงงานที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงวันหยุดปีใหม่

จึงขอความร่วมมือให้นายจ้างพิจารณาจัดให้ลูกจ้างได้หยุดต่อเนื่อง

ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2560 ถึงวันที่ 2 มกราคม 2561

เพื่อให้ลูกจ้างได้เดินทางกลับไปเยี่ยมครอบครัว ณ ภูมิลำเนาของตนเอง

และร่วมกิจกรรมตามประเพณีนิยมที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา

อีกทั้งขอให้ลูกจ้างที่เดินทางกลับภูมิลำเนาใช้ความระมัดระวังในการขับขี่ยานพาหนะ

งดดื่มสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ขณะเดินทาง และขอให้เดินทางไปกลับด้วยความปลอดภัย

ทั้งนี้สถานประกอบกิจการส่วนใหญ่ได้ประกาศให้วันที่ 31 ธันวาคม 2560 เป็นวันสิ้นปี

และวันที่ 1 มกราคม 2516 เป็นวันขึ้นปีใหม่และวันหยุดตามประเพณี

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ซึ่งหากวันที่ 31 ธันวาคม 2560

ตรงกับวันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้าง นายจ้างต้องจัดให้วันที่ 2 มกราคม 2561 เป็นวันหยุดชดเชยวันหยุดตามประเพณี

“สำหรับสถานประกอบกิจการประเภทงานขนส่งทางบก นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างซึ่งทำหน้าที่ขับขี่พาหนะทำงานไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง

หากจะให้ทำงานล่วงเวลาต้องไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง โดยได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากลูกจ้าง

และในวันทำงานถัดไป ห้ามมิให้นายจ้างให้ลูกจ้างเริ่มต้นทำงานก่อนครบระยะเวลา 10 ชั่วโมง

หลังสิ้นสุดการทำงานในวันทำงานที่ล่วงมาแล้ว” โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าว

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เตรียมบุก ก.แรงงาน แสดงจุดยืนค้านขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำบางจังหวัด แถมไม่เท่ากัน

เสนอผลสำรวจค่าครองชีพ แรงงานอยู่ได้เลี้ยงครอบครัวรวม 3 คนได้ อยู่ที่ 712.30 บาท

ชี้ ปรับค่าจ้างต้องปรับตามค่าครองชีพ ด้านนายจ้างหวั่นบทเรียนปรับเท่ากันทั่วประเทศกระทบเศรษฐกิจ

จากกรณีที่คณะกรรมการค่าจ้างเตรียมจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำปี 2561 จาก 300 บาทต่อวัน

เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5 – 10 บาท และปรับเพิ่มเพียง 30 จังหวัด โดยการพิจารณาได้มีการเลื่อนออกไป

วันนี้ (18 ธ.ค.) นายชาลี ลอยสูง รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า คสรท. จะเดินทางไปยังกระทรวงแรงงาน

เพื่อขอแสดงจุดยืนเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ โดย คสรท. ไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างไม่เท่ากัน

เพราะไม่สอดคล้องความเป็นจริงและไม่เป็นธรรม โดยต้องปรับขึ้นตามอัตราค่าครองชีพปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป

จึงเสนอว่าค่าจ้างที่เหมาะสมที่สามารถเลี้ยงดูพ่อแม่ลูกและครอบครัวได้ควรอยู่ที่ 712.30 บาทต่อวัน

ซึ่งตัวเลขดังกล่าวมาจากการที่ คสรท. ได้สำรวจค่าครองชีพผู้ใช้แรงงานเมื่อ ก.ย. 2560 จำนวน 2,959 คน สำรวจ 4 ภูมิภาค ครอบคลุม 29 จังหวัด

พบว่า ค่าใช้จ่ายของผู้ใช้แรงงาน 1 คน อยู่ที่ 219.92 บาทต่อวัน มีค่าอาหาร 3 มื้อ ค่าเดินทางไปทำงาน เป็นต้น

และค่าใช้จ่ายที่ครอบคลุมถึงพ่อแม่ และลูก พบว่า มีรายจ่ายที่จำเป็น อาทิ ค่าเช่าหรือค่าผ่อนบ้าน ค่าผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าดูแลบุพการี ค่าเทอมลูก ค่านมลูก ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ

เฉลี่ยจากข้อมูลกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจะต้องจ่ายอยู่ที่ 14,771.40 บาทต่อเดือน หากคิดเฉลี่ยรายวันเท่ากับ 492.38 บาท

ซึ่งจากค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ก็ยังไม่เพียงพอ หากขึ้นค่าจ้างไม่เท่ากันทั่วประเทศอีก ก็ยิ่งไม่เป็นธรรม

“ตัวเลขดังกล่าวมาจากการสำรวจ แต่หากไม่ได้ก็ต้องปรับเพิ่มมากกว่าเดิม ซึ่งเมื่อ 5 ปีก่อน คสรท.

เคยสำรวจว่าค่าจ้างที่เหมาะสมต่อ 1 คน ควรอยู่ที่ 360 บาทต่อวัน ซึ่งหากเพิ่มได้จำนวนนี้ ก็ถือว่ายังดี

แต่ที่สำคัญต้องปรับเพิ่มเท่ากันทั่วประเทศไทย แต่ที่ทราบมาเหมือนก่อนหน้านี้คณะกรรมการค่าจ้างเตรียมจะปรับขึ้นแค่ 30 จังหวัด

และปรับเพิ่มอยู่ที่ 5 – 10 บาทเท่านั้น โดยแบ่งเป็น 4 โซน โซนแรกเท่าเดิม 300 บาทต่อวัน

โซนที่สอง ปรับเพิ่ม 305 บาท โซนที่สามปรับเพิ่ม 308 บาท และโซนที่สี่ปรับเพิ่ม 310 บาท

การแบ่งแบบนี้ไม่เหมาะสม เพราะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง” นายชาลี กล่าวและว่า เข้าใจว่าการพิจารณาค่าจ้างเลื่อนออกไป

อาจเพราะ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพิ่งรับตำแหน่งด้วย

และเรื่องนี้ก็ต้องมีการพิจารณาอีกมาก แต่ คสรท. ก็อยากจะเสนอข้อเท็จจริง ไม่ใช่คิดคำนวณโดยไม่ดูค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น คสรท.จะขอแสดงจุดยืนเรื่องนี้

นายชาลี กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังขอให้ยกเลิกคณะอนุกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัด และให้มีคณะกรรมการค่าจ้างระดับประเทศเพียงชุดเดียว

ที่มีองค์ประกอบคณะกรรมการที่หลากหลายกว่าปัจจุบัน ทั้งนี้ พวกตนก็หวังเพียงว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้จะเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้ใช้แรงงานทุกคนทุกพื้นที่จริงๆ จึงคงต้องฝากความหวังกับ รมว.แรงงาน

นายอรรถยุทธ ลียะวณิช ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ค้าและบริการเครื่องอุปโภคบริโภค กล่าวว่า

การพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่คณะกรรมการพิจารณาค่าจ้าง ซึ่งมีไตรภาคี ทั้งรัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง

ซึ่งการที่ออกมาระบุว่าต้องได้ค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ และต้องเพิ่มสูงกว่า 700 บาทต่อวัน เพื่อนำมาเลี้ยงครอบครัวและผู้ใช้แรงงานเองรวม 3 คน

เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก โดยประเด็นเพิ่มค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศนั้น มีบทเรียนมาแล้วสมัยอดีตที่เพิ่มเท่ากันหมด

สุดท้ายส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวม ยกตัวอย่าง น่าน และ พะเยา จากเดิมได้ค่าจ้างวันละ 131 บาท เพิ่มเป็นวันละ 300 บาท

กระทบต่อนายจ้างขนาดเล็กต้องปิดกิจการ เพราะอยู่ไม่ได้ แบบนี้ไม่ส่งผลต่อเศรษฐกิจหรืออย่างไร

ส่วนที่เสนอให้ปรับเงินสูงขึ้น เพื่อเลี้ยงครอบครัวรวม 3 คน หรือแม้แต่คนเดียวจะให้สูงถึง 360 บาทต่อวัน

ก็ต้องมาพิจารณาในคณะกรรมการที่มีไตรภาคีก่อน ว่าตัวเลขเท่าไรจึงจะเหมาะสม จะให้บอกตอนนี้คงไม่ได้ แต่ก็ต้องรับได้ทั้งหมด

ซึ่งการจะเสนอข้อมูลอะไรนั้นต้องมีเหตุผลที่ยอมรับและไม่กระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจด้วย

ส่วนจะมีการประชุมคณะกรรมการค่าจ้างวันไหน ตนยังไม่ทราบ คงต้องรอจากทางฝั่งกระทรวงแรงงาน

ชมคลิป

truststoreonline

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here