12 วิธีประหยัดแบตฯ iPhone หลังอัปเดต iOS 11 ง่าย ๆ ที่คุณก็ทำได้ (รายละเอียด)

0
114

สวัสดีค่ะวันนี้ truststore จะมา แนะนำวิธีประหยัดแบตเตอรี่ iPhone, iPad และ iPod touch หลังอัปเดต iOS 11 แล้วพบว่าแบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ พร้อมภาพประกอบ

หลังจาก Apple ปล่อย iOS 11 เวอร์ชั่นเต็มให้กับผู้ใช้งานอุปกรณ์ iOS ที่รองรับได้อัปเดตกันไปแล้ว เชื่อว่ามีผู้ใช้งานหลายคนประสบปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติหลังจากการอัปเดตอย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ใช้ iPhone วันนี้กระปุกดอทคอมมีวิธีที่จะช่วยให้แบตเตอรี่ iPhone ของคุณกลับมาใช้งานได้ยาวนานอีกครั้ง ด้วย 12 วิธีประหยัดแบตเตอรี่ใน iOS 11 จากเว็บไซต์ WCCFtech ที่ได้แนะนำไว้ให้กับผู้ประสบปัญหาแบตเตอรี่หมดเร็วได้ลองทำกันดู ส่วนจะมีวิธีไหนบ้าง ถ้าอยากรู้แล้ว มาติดตามกันเลย

1. ปิดฟีเจอร์ Background App Refresh

นื่องจากฟีเจอร์ Background App Refresh จะทำงานตลอดเวลา เมื่อ iPhone ของคุณได้มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทิ้งไว้ แม้จะไม่ได้ใช้งานอยู่ก็ตาม ซึ่งส่งผลให้แบตเตอรี่หมดไวขึ้นกว่าเดิม โดยผู้ใช้งานสามารถเข้าไปตั้งค่าปิดการใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวได้ที่ Settings > General และเลือกปิด Background App Refresh หรือเลือกปิดเฉพาะบางแอปฯ ที่ต้องการ

2. ปิด Wi-Fi และ Bluetooth เมื่อไม่ใช้งาน

การปิด Wi-Fi และ Bluetooth จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถประหยัดแบตเตอรี่ iPhone ได้มากกว่าเดิม เนื่องจากฟีเจอร์ทั้ง 2 หากถูกเปิดทิ้งไว้จะยังคงทำงานอยู่ตลอดเวลา แม้จะไม่ได้ใช้งานอยู่ก็ตาม โดยผู้ใช้สามารถเข้าไปปิดการใช้งานได้ที่ Settings แล้วเลือกปิด Wi-Fi และ Bluetooth

3. ปิด Location Services หรือเลือกเปิดใช้งานเฉพาะแอปฯ บางตัว

สำหรับฟีเจอร์ Location Services ถือเป็นอีกฟีเจอร์ที่ใช้งานทรัพยากรภายในเครื่องค่อนข้างมาก เนื่องจากฟีเจอร์ดังกล่าวจะคอยค้นหาสถานที่หรือพิกัดต่าง ๆ ที่คุณอยู่ปัจจุบันทุกครั้งที่เปิดแอปฯ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหากผู้ใช้ไม่จำเป็นจะต้องใช้งานตลอดเวลาให้ปิดการใช้งานลง โดยเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Privacy > Location Services จากนั้นให้เลือกปิด หรือหากมีแอปฯ ที่ต้องใช้งานบ่อย ๆ ให้เลือกเป็น While Using และ Never สำหรับแอปฯ ที่ไม่ใช้งาน

4. ปิดฟีเจอร์ Motion & Fitness เมื่อไม่ใช้งาน

การปิดฟีเจอร์ Motion & Fitness จะช่วยลดการใช้งานทรัพยากรภายในเครื่องได้มากพอสมควร เนื่องจากฟีเจอร์ดังกล่าวจะคอยติดตามการเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่คุณทำอยู่ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ โดยเข้าไปปิดได้ที่ Settings > Privacy > Motion & Fitness และเลือกปิด Fitness Tracking

5. ปิด 4G และเลือกใช้ 3G แทนในฟีเจอร์ Voice & Data

การเลือกปิด 4G และเลือกเปิดใช้งาน 3G แทน ซึ่งจะช่วยทำให้ผู้ใช้งานประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้น เนื่องจากฟีเจอร์ Voice & Data เป็นฟีเจอร์สำหรับการโทร. ผ่านอินเทอร์เน็ต และการใช้งานอินเทอร์เน็ตบน iPhone หากผู้ใช้งานเลือกเปิด 4G ระบบก็จะดึงข้อมูลการใช้งาน Data เต็มที่ ส่งผลทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ โดยเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > Cellular > Cellular Data Options > Voice & Data และเลือก 3G

6. ปิดการแจ้งเตือนแอปฯ ที่ไม่ใช้

อีกหนึ่งปัญหาที่ส่งผลทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ ก็คือเรื่องของการแจ้งเตือนต่าง ๆ ภายในเครื่อง ซึ่งหากมีแอปฯ ใดที่ไม่จำเป็นหรือไม่ต้องการรับข่าวสารแจ้งเตือนตลอดเวลา ก็ให้ทำการเลือกปิดการแจ้งเตือน โดยสามารถตั้งค่าการแจ้งเตือนเฉพาะแอปฯ ได้ง่าย ๆ ที่ Settings > Notifications และเลือกปิดแอปฯ ที่ไม่ต้องการให้แจ้งเตือน

7. ปิดใช้งาน Hey Siri

สำหรับฟีเจอร์ Hey Siri หากผู้ใช้งานไม่มีความจำเป็นต้องใช้ Siri ก็ให้ทำการปิดฟีเจอร์นี้ได้ โดยเข้าไปที่ Setting > Siri & Search และเลือกปิด Listen for “Hey Siri”

8. ปิดฟีเจอร์หน้าจอ True Tone

สำหรับฟีเจอร์หน้าจอ True Tone ก็คือการปรับแสงหน้าจอให้เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมที่คุณอยู่ในปัจจุบัน เพื่อถนอมสายตาผู้ใช้งาน แต่ฟีเจอร์ดังกล่าวหากถูกเปิดไว้ตลอดก็จะทำให้กินทรัพยากรภายในเครื่องค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติ โดยเข้าไปปิดการใช้งานได้ที่ Settings > Display & Brightness และเลือกปิด True Tone ทั้งนี้ฟีเจอร์นี้รองรับเฉพาะ iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPad Pro เท่านั้น

9. เปิดฟีเจอร์ Auto-Brightness

สำหรับฟีเจอร์ Auto-Brightness บน iOS 11 เป็นฟีเจอร์ปรับความสว่างของหน้าจอตามสภาพแวดล้อมที่ผู้ใช้งานอยู่ให้อัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยทำให้ลดการใช้พลังงานภายในเครื่องได้เป็นอย่างดี และไม่ส่งผลทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ Settings > General > Accessibility > Display Accommodations และเลือกเปิด Auto-Brightness

10. เปิดใช้งาน Reduce Motion

อีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่ได้มากขึ้นบน iOS 11 ก็คือการเปิดใช้งานฟีเจอร์ Reduce Motion เนื่องจากการเปิดใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวจะช่วยลดการใช้งานแอนิเมชั่นเคลื่อนไหวต่าง ๆ บนหน้าจอลง ทำให้ลดการใช้พลังงานภายในเครื่อง และไม่ส่งผลทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว สามารถเข้าไปเปิดใช้งานได้ที่ Settings > General > Accessibility และเลือกเปิด Reduce Motion

11. ปิดฟีเจอร์ System Haptics

สำหรับฟีเจอร์ System Haptics คือฟีเจอร์ตอบสนองการสั่นเตือนต่าง ๆ ขณะใช้งาน เช่น หากผู้ใช้งานเลื่อนหน้าจอ Notification Center ลงมาตัวเครื่องก็จะสั่นเตือน หรือหากเลื่อน Control Center ขึ้นมาระบบก็จะสั่นเตือน โดยหากผู้ใช้งานไม่ต้องการให้ระบบสั่นเตือน สามารถปิดได้ที่ Settings > Sounds & Haptics และเลือกปิด System Haptics

12. ปิดฟีเจอร์ Raise to Listen

สำหรับฟีเจอร์ Raise to Listen คือการฟังข้อความเสียงอัตโนมัติ เมื่อผู้ใช้งานยก iPhone มาแนบหู ซึ่งการใช้งานส่วนนี้ แม้จะไม่ได้ใช้งานอยู่ตลอดก็ตาม แต่หากถูกเปิดทิ้งไว้ ก็จะส่งผลทำให้แบตเตอรี่หมดเร็วกว่าปกติได้ เนื่องจากฟีเจอร์ดังกล่าวจะสั่งให้พร้อมทำงานอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากไม่จำเป็นต้องใช้ให้ทำการปิดการใช้งานในส่วนนี้ลง โดยสามารถเข้าไปปิดได้ที่ Settings > Messages และเลือกปิด the Raise to Listen feature

ในส่วนของการเชคประสิทธิภาพของ Battery นั้น กับแอป Battery Life จาก App Store แนะนำเลยตัวนี้ทีเด็ดเลยคือสามารถเช็คประสิทธิภาพแบตได้ว่าเสื่อมหรือยังโดยดูได้ทั้ง

1.จำนวนรอบการชาร์จ(Cycle)ยิ่งมากยิ่งไม่ดีเพราะมันหมายถึงชาร์จแบตมาหลายรอบแล้วปกติแบต iPhoneออกแบบมาเพื่อชาร์จได้ประมาณ500รอบ
2. ประมาณแบตที่เหลือความจุแบตที่เหลือ(Capacity)ซึ่งiPhoneแต่ละรุ่นนั้นจะมี Capacity ที่แตกต่างกันออกไปตามตารางนี้
3. แรงดันในแบตเตอรี
4. อุณหภูมิในแบต
5. อัตราการ Discharge ของกระแสไป
6. มี widget แสดงที่หน้า Notification Center ได้ด้วย (ต้องซื้อเพิ่ม $0.99)

การใช้งานแสนจะง่ายเพียงติดตั้งแอป Battery Life จาก App Store ลงที่ iPhone กันแบบฟรีๆ จากนั้นสามารถดูค่าต่างๆ ได้เลย ดังตัวอย่างนี้

รูปนี้ หมายถึง ประสิทธิภาพของ Battery ที่ดีที่สุด

รูปนี้ หมายถึง ประสิทธิภาพของ Battery ที่ปานกลาง

รูปนี้ หมายถึง ประสิทธิภาพของ Battery ที่แย่ที่สุด

จากตัวอย่างด้านบนหลังเปิดแอปมาจะบอกเลยว่าประสิทธิภาพของแบตเรานั้นเป็นอย่างไร ถ้าสีเขียวก็ดีส่วนหากสีส้มก็จะแย่หน่อยส่วนถ้าเข้าขึ้นสีแดงก็ถือว่าประสิทธิภาพแบตแย่สุดๆ ควรจะเปลี่ยนได้แล้ว

ทั้งนี้แอปจะคำนวนจากหลายปัจจัยเช่น Cycle จำนวนรอบการชาร์จยิ่งมากยิ่งไม่ดี, จำนวน Capacity ที่เหลืออยู่ยิ่งน้อยยิ่งไม่ดีและดูที่ Voltage คือแรงดันในแบตและการ Discharge ของกระแสควบคู่กันไป

หากต้องการดูแบบเชิงลึกสามาถเลือกที่เมนู(มุมบนซ้าย) เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผลจะออกมาเป็นแบบนี้

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ ทั้งหมดก็คือวิธีการประหยัดแบตเตอรี่ และวิธีประสิทธิภาพของ Battery iphone เพียงแค่ทำตามขั้นตอนง่ายๆ

 

ฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 11 ทำอะไรได้บ้าง?

 

iMessages

1. ย้ายแถบเลือกสติกเกอร์ลงมาด้านล่าง ให้สามารถเรียกใช้งานได้ง่ายขึ้น
2. Messages in iCloud: ซิงก์ข้อความทั้งหมดระหว่างอุปกรณ์ได้แบบ Real-time
3. ใช้ฟีเจอร์ Drag and Drop ลากสิ่งต่าง ๆ มาส่งใน iMessage ได้

Apple Pay

1. สามารถโอนเงินให้เพื่อนผ่าน Apple Pay ที่ผูกกับบัญชีธนาคารผ่าน iMessages ได้

Apple Maps

1. แสดงรายละเอียดภายในอาคาร ห้างสรรพสินค้า สนามบินในแต่ละชั้น เหมือน Google Maps
2. แสดงความเร็วสูงสุดที่สามารถวิ่งได้บนถนนแต่ละเส้น
3. แสดงเลนบนถนนและแนะนำเลนที่ต้องเข้าก่อนทำการเลี้ยว
4. Do Not Disturb: เมื่อเชื่อมต่อ CarPlay จะไม่มี Notification แสดงบน iPhone และไม่สามารถใช้งาน iPhone ได้ และเมื่อมีคนส่งข้อความมาหา จะมีข้อความตอบกลับอัตโนมัติว่ากำลังขับรถอยู่ จะตอบกลับภายหลัง

Home

1. รองรับ Speaker ภายในบ้าน
2. AirPlay 2: สามารถเล่นเพลงได้พร้อมกันหลาย ๆ ลำโพงพร้อมกัน, สามารถแชร์เพลงจาก Apple Music, สามารถใช้งานกับ Apple TV รุ่นใหม่ได้
3. เปิด AirPlay 2 audio API ให้นักพัฒนา

Apple Music

1. สามารถกด Follow เพื่อนที่ใช้ Apple Music ได้ และดูว่าเพื่อนฟังเพลงอะไร, Playlist ไหนบ้าง
2. เปิดตัว MusicKit for Apple Music

App Store

1. ไอคอนใหม่ หน้าตาเหมือนกับ tvOS
2. ดีไซน์ใหม่ทั้งหมด มาพร้อม 5 แถบใหม่ ได้แก่ Today, Games, Apps, Updates และ Search
3. Today: แสดงคลิปตัวอย่างสั้น ๆ เนื้อเรื่องของเกม เทคนิคต่าง ๆ ของแอพที่ถูกแนะนำในวันนี้
4. Games & Apps: สามารถกดดูเนื้อเรื่องย่อของเกม คลิปวิดีโอวิธีเล่น แนะนำเกม และดูคะแนนรีวิวได้ง่ายขึ้น และเมื่อเราทำการรีวิวแอพ นักพัฒนาสามารถตอบกลับรีวิว คอมเมนท์ของเราได้

Siri

1. Multi Results: สามารถแสดงผลการค้นหาได้หลายอย่างในการค้นหาครั้งเดียว
2. Translation (Beta): สามารถแปลภาษาและกดให้ Siri พูดได้ทันที โดยตอนนี้รองรับแค่ ภาษาอังกฤษ แปลเป็นภาษาจีน, เยอรมัน, ฝรั่งเศส, อิตาลี และสเปน
3. รองรับ Workout, สแกน QR Code, Car Controls, VoIP Calling, การค้นหารูปภาพ, การจ่ายเงินต่าง ๆ
4. Siri สามารถใช้งานระหว่างอุปกรณ์ได้ เช่น ตั้งนาฬิกาปลุกจาก Mac และ Siri จะไปตั้งปลุกให้ใน iPhone ซึ่งเวอร์ชันปัจจุบันทำไม่ได้

Camera

1. มาพร้อมเทคโนโลยี High Efficieny Video Coding (HEVC) ที่จะทำให้บีบอัดข้อมูลได้มากขึ้น 2 เท่า ทำให้ภาพและวิดีโอมีขนาดไฟล์เล็กลงในขณะที่คุณภาพเท่าเดิม
2. ปรับปรุงคุณภาพจาก Portrait Mode ใหม่, ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น, ปรับปรุงระบบกันสั่น, True Tone Flash, HDR
เปิดตัว Depth API ให้กับนักพัฒนา

Photos

1. Portrait Movie: สามารถสร้างวิดีโอจาก Memories ซึ่งสามารถแสดงได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน
2. Live Photos: สามารถทำ Trim, เลือกรูปให้เป็นรูปหลัก, ปิดเสียงได้, ทำเป็น Loop, Bounce และสามารถสร้างรูปที่มี Long
3. Exposure เหมือนบนกล้อง DSLR ได้

Control Center

1. ออกแบบหน้าตา Control Center ใหม่ทั้งหมด โดยรวมหน้า Now Playing และ Home อยู่ในหน้าเดียว
2. สามารถใช้ 3D Touch ในการค้นหาปุ่มฟังก์ชันอื่น ๆ เพิ่มเติมได้

Machine Learning

1. iOS 11 สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ใช้ได้ ซึ่งจะคาดเดาสิ่งที่เรากำลังจะพิมพ์ โดยแอปเปิลให้คอนเซ็ปของเทคโนโลยีนี้ว่า จะเป็นการคาดเดาสิ่งที่เราต้องการ และทำให้ชีวิตเราง่ายขึ้น
2. เปิดตัว CoreML ให้กับนักพัฒนา

Augmented Reality (AR)

1. แอปเปิลสาธิตการใช้ AR ในการสร้างงานกราฟฟิกในชีวิตจริง ซึ่งจะใช้กล้อง, CPU, GPU และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ในเครื่องเพื่อใช้งานเทคโนโลยี AR
2. เปิดตัว ARKit ให้กับนักพัฒนา

iPad + iOS 11

1. The Dock: สำหรับบน iPad แอปเปิลได้ออกแบบ Dock ใหม่ให้สามารถใส่แอพได้มากขึ้น ซึ่งหน้าตาจะเหมือน Dock บน macOS ซึ่งเราสามารถเรียก Dock ขึ้นมาเพียงแค่ใช้นิ้วปาดขึ้นจากด้านล่าง

2. Multitasking: ขณะที่เราเปิดแอพหนึ่งอยู่ เราสามารถลาก Dock ขึ้นมาและลากแอพจาก Dock มาเพื่อเปิดอีกหน้าต่างหนึ่ง ซึ่งสามารถแสดงเป็นแบบ Pop-up หรือแบบ Split View เหมือนกับ iOS 10 ได้
3. App Switcher: มีการออกแบบ App Switcher ใหม่ โดย Control Center จะย้ายไปอยู่ด้านข้างของ App Switcher เนื่องจากเมื่อปาดนิ้วขึ้นจะเปลี่ยนเป็น Dock แล้ว
4. Drag & Drop: เมื่อเราเปิดแอพ 2 แอพพร้อมกัน เราสามารถลาก URL, รูปภาพ, ตัวอักษร และอื่น ๆ ข้ามไปยังอีกแอพนึงได้
5. Multi-Select: เมื่อเราทำการเลือกไฟล์หรือรูปภาพ เราสามารถใช้นิ้วอีกมือจิ้มรูปอื่นเพื่อเลือกหลาย ๆ รูปได้
6. QuickType: เราสามารถใช้นิ้วปาดลง เพื่อพิมพ์ตัวอักษรที่อยู่ด้านบน โดยไม่ต้องกด Shift

7. File: แอพ File จะเป็นการรวมบริการ Cloud ทั้งหมดมาไว้ในที่เดียวกัน เช่น iCloud Drive, Dropbox, Google Drive เป็นต้น โดยสามารถ ใส่ Tag, ทำ Favorite Folder ได้
8. Markup: สามารถใช้นิ้วหรือ Apple Pencil วาดหรือเขียนโน้ตลงไปใน Safari, ไฟล์ PDF ได้เลยโดยไม่ต้องพึ่งแอพนอก และเมื่อทำการแคปหน้าจอเราสามารถเขียนอะไรลงไปบนรูปได้เลยโดยไม่ต้องเข้าไปที่ Camera Roll

9. Instant Notes: สามารถใช้ Apple Pencil เคาะที่หน้า Lock Screen แล้วจะเด้งไปที่หน้า Notes ได้ทันที
10. Searchable writing: สามารถพิมพ์ค้นหาข้อความที่เราเขียนลงไปได้

11. Inline drawing: สามารถแทรกรูปที่วาดลงไปบน Notes ได้
12. Document Camera: สามารถถ่ายรูปหรือสแกนเอกสารได้แล้ว

เครื่องไหนอัพได้บ้าง

สำหรับ iPhone ตอนนี้แอปเปิลได้ลอยแพ iPhone 5 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วน iPad ตอนนี้รองรับ iPad รุ่นที่ 5 ที่พึ่งเปิดตัวไป, iPad mini 2 ขึ้นไป, iPad Air 1 และ 2, iPad Pro ทุกรุ่น และ iPod touch รุ่นที่ 6 ตามภาพด้านล่าง

ขอขอบคุณแหละที่มา kapook,i mod,mac thai

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here