ยังจำได้ไหม!! อดีตดาราเด็ก แก๊งแฟนฉัน “อ๋อง ธนา ตันตรานนท์” โตเป็นหนุ่มแล้ว (ชมภาพ)

0
267

วันนี้ truststore online จะพาทุกคนไปย้อนวัย และยังเชื่อว่าหลายคนยังคงจำกลุ่มเด็กชายในภาพยนตร์ชื่อดังตลอดกาลอย่าง “แฟนฉัน” ได้อย่างแน่นอน ซึ่ง 1 ในกลุ่มแก๊งแฟนฉันนี้ ก็ได้หายหน้าหายตาจากวงการบันเทิงไปนาน

สำหรับ อ๋อง แฟนฉัน หรือนายธนา ตันตรานนท์ ที่ล่าสุด ได้กลับมาร่วมงานในวงการบันเทิงอีกครั้ง ครั้งนี้อ๋อง แฟนฉัน ได้ร่วมแสดงภาพยนตร์ “คิดถึงทุกปี Memories of News Year”

โดย อ๋อง แฟนฉัน ก็ได้มาเปิดเผยชีวิตหลังจากเล่นภาพยนตร์เรื่องแฟนฉัน ว่าเขานั้นเรียนไม่จบ ก็ออกทำงานขายของศิลปะในตลาดนัดต่างๆ กระทั่งหันเหไปทำงานศิลปะจริงจัง จนกลับเข้าวงการอีกครั้งกับหนังเรื่องล่าสุด พร้อมเชื่อว่าหลังจากนี้จะมีแรงกลับเข้าไปเรียนให้จบในระดับม.6 ให้ได้

อ๋อง แฟนฉัน เล่าว่า ตนทำงานขายของ ขายงานดรีมแคชเชอร์ ตอนหลังก็ไปทำงานศิลปะกับเพื่อน ที่เชียงราย ก็เรียนไม่จบ เลยกลับไปอยู่กับแม่ที่ชลบุรี ตอนนี้มีงานหนังติดต่อเข้ามา

กับงานหนังเรื่องนี้ คือ ผกก.เขาติดต่อตนมาเองโดยตรง คือหนังมี 3 พาร์ท ไทย ลาว กัมพูชา พอได้อ่านบทก็ชอบมาก ก็ตกลงเล่นเลย สนุกดีครับ คือ ได้ร่วมงานกับต่างชาติก็ไม่เคยได้ร่วมงานกันมาก่อน ได้รับการเรียนรู้อะไรมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม อ๋อง แฟนฉัน ได้กล่าวอีกว่า ตอนนี้อายุ 25 แล้ว ปีหน้าอยากกลับไปเรียน ตนมีวุฒิแค่ ม.3 เอง จริงๆ ตนไปสมัครเรียนเมื่อเดือน พ.ย. แต่ไม่ทัน ก็ต้องรอช่วงเดือนเมษายน ปี 62 ก็จะกลับไปเรียน กศน.

เอาให้จบ ม.6 ก่อน สำหรับตอนนี้ตนไม่ได้นำดรีมแคชเชอร์ออกขายแล้ว จะติดต่อก็แค่ในเพจเท่านั้นเอง เพราะตลาดเงียบมาก ยังไงฝากผลงานหนังและผลงานศิลปะของตนด้วย.

3 ตุลาคม 2546 คือวันแรกที่ แฟนฉัน เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ หลังจากนั้นหนังก็ค่อยๆ สร้างกระแสจนกลายเป็นหนังฮิตที่สร้างปรากฏการณ์ไว้มากมาย ซึ่งนับถึงวันนี้ก็ผ่านเข้าสู่ปีที่ 15 แล้ว

สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่ทันดู แฟนฉัน ว่าด้วยเรื่องราวความผูกพันและภาพจำในวัยเด็กของ ‘เจี๊ยบ’ ที่มีต่อ ‘น้อยหน่า’ เพื่อนสนิทในวัยเด็กและกลุ่มเพื่อนละแวกบ้าน ที่เมื่อวันเวลาผ่านไปจนเติบโต

วันหนึ่งเมื่อเขาได้การ์ดเชิญงานแต่งงานของ ‘น้อยหน่า’ ลิ้นชักความทรงจำมากมายในวันวานก็ทำให้เขาหวนกลับไปนึกถึงเรื่องราว ‘รักครั้งแรก’ ของตัวเองอีกครั้ง

แฟนฉัน เต็มไปด้วยเสน่ห์แบบหวนรำลึกถึงความหลัง ไล่เรียงตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ ของเล่น และกิจกรรมวัยเด็ก นอกจากนั้นหนังยังเต็มไปด้วยบทเพลงสตริงสุดฮิตในยุค 80s เช่น ประตูใจ และ รักคือฝันไป ของวงสาว สาว สาว, แฟนฉัน และรักครั้งแรก ของวงชาตรี, ป้ากะปู่ และ รักบึงเก่า ของวงเพื่อน, คอนเสิร์ตคนจน ของวงนกแล

ด้วยองค์ประกอบที่เต็มไปด้วยเสน่ห์และแตกต่างจากหนังไทยในเวลานั้น ในที่สุด แฟนฉัน ก็ประสบความสำเร็จทั้งด้านกระแสตอบรับและกลายเป็นเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดของปีด้วยตัวเลขรายได้กว่า 137 ล้านบาท

แต่ถ้าย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น ความจริงบทหนัง แฟนฉันถือกำเนิดมาจากบทความชื่อ ‘อยากบอกเธอรักครั้งแรก’ ที่บอล-วิทยา ทองอยู่ยง หนึ่งในกลุ่ม 6 ผู้กำกับ แฟนฉันเป็นคนเขียนไว้ใน nitadechula.net เว็บไซต์ที่เพื่อนๆ พี่ๆ ชาวคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ

ใช้เป็นศูนย์รวมเพื่อติดต่อถึงกัน ซึ่งหนึ่งในคนที่ได้อ่านมันก็รวมไปถึง เก้ง-จิระ มะลิกุล (ซึ่งตอนนั้นเป็นทั้งรุ่นพี่และอาจารย์) ไอเดียที่อยากจะทำเป็นภาพยนตร์เรื่องยาวจึงเริ่มขึ้น โดยมีข้อแม้เดียวว่า “กลุ่มเพื่อน 6 คนจะต้องกำกับมันร่วมกัน!”

6 ผู้กำกับ แฟนฉันประกอบด้วย ปิ๊ง-อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม, ต้น-นิธิวัฒน์ ธราธร, ย้ง-ทรงยศ สุขมากอนันต์, เอส-คมกฤษ ตรีวิมล, บอล-วิทยา ทองอยู่ยง และ เดียว-วิชชพัชร์ โกจิ๋ว

THE STANDARD ถือโอกาสนี้ที่ แฟนฉันครบรอบ 15 ปี นำบทความต้นฉบับ ‘อยากบอกเธอรักครั้งแรก’ ที่เขียนขึ้นโดย บอล-วิทยา ทองอยู่ยง นำกลับมาให้แฟนหนังได้หวนกับไปคิดถึงตัวละครอย่าง เจี๊ยบ, น้อยหน่า และกลุ่มเพื่อนอีกครั้ง

‘อยากบอกเธอรักครั้งแรก’มันเป็นเรื่องที่อยู่ในลิ้นชักความทรงจำของผมมานานแล้ว นานจนความทรงจำใหม่ๆ เข้ามาทับเข้ามาซ้อนจนมันหลุดไปอยู่ลึกๆ จนหาไม่เจอ แล้วจู่ๆ แม่ก็โทรทางไกลมาจากสระบุรี

“น้อย เขาส่งการ์ดมาให้บอลน่ะ เขาจะแต่งงานวันเสาร์หน้าแล้วนะ”,“น้อยไหนแม่” ผมงง,“ก็น้อยหน่าของเอ็งไง” แม่เฉลย

ภาพเก่าสมัยเด็กๆ ลอยมาทันทีที่สิ้นคำว่า “ไง” ของแม่ เด็กหญิงช่างพูด อายุประมาณ 6 ขวบ แก้มแดง ตาแป๋ว ผมยาวจนต้องถักเปียทั้งสองข้าง ตัวบางร่างเล็ก แต่มีของเยอะจนเด็กๆ แถวบ้านชอบล้อเธอว่า “น้อยหน่านมใหญ่”

ผมไม่รู้หรอกครับว่ามันใหญ่ หรือไม่ใหญ่อย่างไร เพียงแต่เวลาเธอโดนล้อมากๆ เธอจะร้องไห้กลับบ้าน ทำให้ผมไม่มีเพื่อนเล่น ผมจึงต้องไล่ตีคนล้อเธอทุกที (ไอ้สิ่งที่ผมทำไปเนี่ย ถ้าผู้ใหญ่เขาทำให้แก่กันเขาเรียกว่า ปกป้อง) เราสองคนอยู่บ้านติดกัน

บ้านผมขายกาแฟและน้ำดื่ม บ้านเธอขายข้าวราด คนกินข้าวร้านเธอก็จะสั่งน้ำจากร้านผม คนมานั่งกินกาแฟ พูดคุยสนทนาสภากาแฟกันเป็นวันๆ ที่ร้านผม พอหิวข้าวก็สั่งข้าว ร้านเธอ ร้านของเรามีบริการ โดยที่เราสองคนคือคนไปส่งของและมักจะไปพร้อมๆ กัน เพราะคนสั่งพร้อมกันเสมอๆ

เธออายุมากกว่าผม 4 เดือน และด้วยความที่แถวละแวกบ้านเรามีเด็กหญิงเยอะกว่าเด็กชาย เวลาเล่นกันถ้าไม่เล่นกระโดดยาง ก็จะเล่นขายของบ่อยๆ ผมก็ต้องยอมรับ เพราะไม่อย่างนั้นก็ไม่ได้เล่น ผมต้องเล่นเป็นพ่อ น้อยหน่าเล่นเป็นแม่

เพื่อนเธออีกคนเล่นเป็นลูก ที่เหลือเป็นคนซื้อ คนเป็นพ่อต้องไปทำงาน แม่ขายของอยู่บ้าน พอพ่อกลับบ้านแม่ก็จะทำอาหารให้กิน อาหารคือใบไม้มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แช่น้ำเป๊ปซี่ที่ผมแอบหยิบมาจากตู้แช่โดยไม่ให้แม่รู้ (ขโมย) เอามาให้พวกเราเล่นกัน

ส่วนกระโดดยางนั้นเป็นเกมโปรดของน้อยหน่าเลยทีเดียว เพราะเธอเล่นเก่งมาก กระโดดได้สูง ตั้งแต่ อีตาตุ่ม ไล่ขึ้นไปอีเข่า, อีตรง, อีกระเป๋าล่าง, อีกระเป๋าบน, อีเอว, อีพุง, อีอก, อีคอ, อีหัว, อีสูงสุด เธอโดดผ่านหมด เธอเคยบอกว่าเธออยากเป็นนักกระโดดสูงไปแข่งโอลิมปิก ผมว่าเธอมีลุ้นทีเดียว

เราเล่นซนตามประสาเด็กๆ กันเกือบทุกวัน เช้าๆ เธอตื่นเช้ากว่าผม ก็จะขึ้นไปปลุกผมบนบ้านโดยใช้วิธีกระโดดทับตัวผมที่กำลังนอนหลับสบายอยู่บนเตียงจนผมตกใจสะดุ้งตื่น ต้องรีบลุก ไม่อย่างนั้นเธอจะกระโดดทับอีก ออกไปล้างหน้าแล้วลงไปเล่นกับเธอ เที่ยงก็กลับบ้านไปกินข้าว

จานใครจานมัน แต่กินน้ำกระป๋องเดียวกัน ตกบ่ายก็เล่นกระโดดยาง เย็นก็มานั่งดูโทรทัศน์พวกไอ้มดแดง หน้ากากเสือด้วยกัน (ไอ้สิ่งเหล่านี้ถ้าเป็นผู้ใหญ่เขาทำกัน เขาเรียกว่าออกเดต) เวลามีงานปีใหม่ ผู้ใหญ่ก็จะจับเราเต้นประกอบเพลง และต้องเต้นคู่กันจนได้สตางค์เอามากินขนมกันหลายวัน (ถ้าเป็นผู้ใหญ่ทำเขาเรียกกันว่า ช่วยกันทำมาหากิน)

เวลาผ่านไป พอเราเข้าโรงเรียน ผมก็เริ่มมีเพื่อนผู้ชาย เหมือนน้อยหน่าที่ก็เริ่มมีเพื่อนผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น โลกของผมกว้างใหญ่ขึ้น เริ่มมีจักรยาน ลูกข่าง เป่ากบ เข้ามาในชีวิต แต่ยังไงๆ ผมก็ยังเล่นกระโดดยาง เล่นขายของกับน้อยหน่าอยู่เหมือนเดิม เรายังคงเล่นด้วยกันอยู่บ่อยๆ จนกระทั่ง

…ผมเป็นเหา!!!…แม่บอกว่าติดมาจากน้อยหน่า ก็ผมเปียยาวสลวยคู่นั้นแหละ เราโดนเพื่อนล้อ แซวต่างๆ นานา เรียกน้อยหน่าว่า ‘อีเหา’ เรียกผมว่า ‘ไอ้เหา’ จนแม่ผมต้องเอาใบน้อยหน่ามาคั้นน้ำแล้วโปะหัวไว้ถึงจะหาย แต่เพื่อนๆ ก็ยังเรียกผมว่าไอ้เหาอยู่ดี

ต่อเมื่อผมเรียนลูกเสือสำรองต้องตัดผมเกรียนนี่แหละ ที่พวกมันเลิกเรียกชื่อนี้ น้อยหน่าเสียใจที่เป็นต้นเหตุให้ผมต้องเป็นเหา ผมบอกเธอว่าติดเหาจากเธอ แต่ใบหน้าของเธอก็ทำให้ผมหายจากเหานะ (ไอ้สิ่งที่ผมทำนี่ ถ้าเป็นผู้ใหญ่เขาเรียกว่า เกี้ยว)

ต่อมาไม่นาน น้อยหน่าก็ตัดผมสั้น โดยบอกเหตุผลว่าต้องเรียนยุวกาชาด แต่ผมว่าเธอต้องกลัวว่าจะทำให้ผมติดเหาจากเธออีกแน่ เธอจึงยอมตัดเปียของเธอทิ้ง (สิ่งที่เธอทำ ผู้ใหญ่เขาเรียกว่า เสียสละเพื่อคนที่ตนรัก) แต่เพื่อนๆ ก็ยังคงแซวเราเรื่อยๆ ว่า ผมชอบเล่นกับผู้หญิงบ้าง เป็นเหาเหมือนกับผู้หญิงบ้าง

สงสัยมึงจะเป็นกะเทยจนผมทนไม่ได้ต้องพิสูจน์ให้เพื่อนๆ เห็นว่าผมเป็นผู้ชาย การจะเป็นผู้ชายนั้นมันต้องเกเร แกล้งผู้หญิง และขี่จักรยานปล่อยมือ เย็นนั้นผมขี่จักรยานแต่ปล่อยมือข้างเดียว นำแก๊งซิ่งของพวกเราไปที่วงกระโดดยางที่น้อยหน่าเล่นอยู่ เธอพูดเหมือนทุกครั้งว่า

“บอลมาช้าอีกแล้ว ไปหาคู่มาแล้วเป่ายิงฉุบเลือกข้าง”แต่วันนี้ผมไม่ได้มาช้า เพราะผมเดินไปถึงคนที่ถือหนังยางมาตั้งแต่เธอเรียกชื่อ “บอล” แล้วพร้อมทั้งล้วงเอากรรไกรออกมาตัดยางที่พวกเธอใช้กระโดดยางจนขาดเป็นเส้นเล็กเส้นน้อย เธอโมโห วิ่งมาตีผม ผมผลักเธอล้มจนกระโปรงนักเรียนเปิดเห็นกางเกงใน แล้วเธอวิ่งหนีขี่จักรยานจากไป (สิ่งที่ผมทำกับเธอ ผู้ใหญ่ผู้หญิงเขาเรียกว่า งี่เง่า)

คืนของเย็นนั้นผมกลับเข้าบ้าน เจอแม่ของน้อยหน่า ถามว่าทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า น้อยหน่ากลับถึงบ้านถึงไม่พูดไม่จา ข้าวปลาไม่กิน ขังตัวเองอยู่ในห้องน้ำตั้งนาน ออกมาก็เข้านอนเลย ผิดวิสัยเธอที่ช่างพูด ผมโกหกแกไปว่าวันนี้ยังไม่ได้เจอกันเลย สงสัยทะเลาะกับเพื่อนที่โรงเรียนมั้งครับ

เช้าวันต่อมา น้อยหน่าหยุดเรียน เธอไม่สบาย เป็นไข้หวัด ต้องเข้าโรงพยาบาลหลายวัน ผมไม่กล้าไปเยี่ยมเธอ เพราะผมรู้สึกผิดนิดๆ พอเธอกลับมาจากโรงพยาบาล เธอก็ไม่พูดถึงเหตุการณ์วันนั้นเลย และเปลี่ยนไป ไม่ดื้อ ไม่ซน ไม่เล่นเหมือนเด็กผู้ชายอีกต่อไป ส่วนผมก็รู้ว่าเธอโกรธ แต่ก็ไม่กล้าง้อเธอ เดี๋ยวเพื่อนมันจะหาว่าเป็นกะเทยอีก ก็เลยพลอยไม่กล้าไปเล่นบ้านเธอไปด้วย เอาแต่เล่นลูกข่าง เป่ากบ ไปตามประสาเด็กผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง

เราเริ่มห่างกันเรื่อยๆ จนกระทั่งแม่เธอถูกลอตเตอรีรางวัลที่ 2 จึงเลิกขายข้าวที่ร้านเดิม ไปเปิดห้องอาหารอยู่ข้างๆ โรงงานกระเบื้องห่างไปประมาณ 4 กิโลเมตร วันสุดท้ายก่อนเธอจะย้ายบ้าน ผมรวบรวมวงยางที่ได้จากการเป่ากบ ที่เก็บไว้ในกระป๋องเยอะแยะมานั่งร้อยเป็นเส้นยาวๆ เอาไปให้เธอ แล้วบอกเธอว่า

“เราทำเส้นใหม่มาชดใช้ให้แล้ว” เธอหน้าบึ้ง “แล้วเล่นให้เก่งๆ จนเป็นนักกีฬาทีมชาตินะ” เธอยังบึ้งอยู่แล้วค่อยๆ ยิ้มแก้มแดง ตาแป๋ว (ไอ้แบบนี้ ถ้าผู้ใหญ่ทำกันเขาเรียกว่า แง่งอน) แล้วเราก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันบ่อยเหมือนก่อน จนกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำ

หลังจากที่แม่วางหูไปแล้ว ผมมาทบทวนเรื่องราวดู ก็พบว่านั่นอาจเป็นรักแรกของผมก็ได้ รักแรกที่จบลงเพราะความงี่เง่าไม่เข้าท่า ไอ้เรื่องที่ควรกล้า ‘ก็ไม่กล้า’

พ่อเคยบอกว่า สำหรับเรื่องของความรู้สึกนั้น เราใช้อวัยวะสำคัญสองอย่างนี้แค่อันเดียวก็พอ เพียงแต่ ความรักครั้งนี้ ผมดันเลือก ปอด แทน หัวใจ

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here