อากาศหน้าแบบนี้!! คุณมาถูกทางแล้ว อาบน้ำบ่อยไม่ดีต่อสุขภาพ (รายละเอียด)

0
185

ตั้งแต่ย่างเข้าเดือนพฤศจิกายน ประเทศไทยก็มีลมเย็นมาปะทะกายให้สาสมกับฤดูหนาว โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่หาอากาศหนาวได้ยากเต็มทน ก็ยังมีลมเย็นๆ พอชุ่มชื่นหัวใจ พออากาศเริ่มเย็น หลายคนก็เริ่มรู้สึก ‘ไม่อยากอาบน้ำ’ ขึ้นมาเสียดื้อๆ

เรารู้หรอกว่ามีคนลักไก่ไม่อาบน้ำอยู่เพียบ แต่ทำแล้วก็ยังมีตราบาปนิดๆ THE STANDARD ขอบอกเลยว่า คุณไม่ต้องรู้สึกผิดไป เพราะผลทางวิทยาศาสตร์บอกว่า ‘การอาบน้ำบ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องดี’

กฎการอาบน้ำ

ไม่มีกฎตายตัวว่ามนุษย์เราต้องอาบน้ำกี่ครั้งกี่หนในหนึ่งสัปดาห์จึงจะดีที่สุด Euromonitor International บริษัทวิจัยการตลาดจากเกาะอังกฤษเผยว่า คนอินเดีย สหรัฐฯ สเปน และเม็กซิโก ก็อาบน้ำวันละครั้งเช่นกัน แต่จะมากขึ้นเป็น 2-3 ครั้งต่อวัน

ขึ้นอยู่กับกิจกรรมในแต่ละวันที่เพิ่มเข้ามา เช่น การออกกำลังกาย หรือสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ขณะเดียวกันคนญี่ปุ่นก็อาบน้ำเฉลี่ยวันละครั้ง คือ ช่วงเย็นหลังจากทำงานหนักและซักแห้ง (ไม่อาบน้ำ) เกือบทุกวันก่อนไปทำงาน คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นิยมอาบน้ำวันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าในประเทศใกล้แถบขั้วโลก การอาบน้ำก็จะลดน้อยลง

แล้วเราควรอาบน้ำวันละกี่ครั้งล่ะ?

ความจริงคือมนุษย์ไม่จำเป็นต้องอาบน้ำมากนัก ดร. เคซีย์ คาร์ลอส (Casey Carlos) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโรคผิวหนัง จากมหาวิทยาลัยทางการแพทย์ ซานดิเอโก แคลิฟอร์เนีย (University of California San Diego School of Medicine)

บอกว่า การอาบน้ำทุกวันและอาบครั้งละนานๆ ไม่มีผลดีต่อร่างกายเลย แถมการฟอกสบู่ทั่วตัวก็ไม่ดีกับผิวหนังด้วย ทั้งยังบอกอีกว่าผิวหนังของเราสามารถทำความสะอาดตัวเองได้อยู่แล้ว ส่วนสบู่ที่เราใช้เพื่อให้ผิวสะอาดนั้น แท้จริงแล้วเป็นตัวทำลายน้ำมันในชั้นผิวหนัง ทำให้ผิวเราแห้งและนำไปสู่โรคผิวหนัง! (ร้องอ้าวววววดังมาก!)

ยังไม่จบแค่นั้น เมื่อ ดร. โจชัว ไซช์เนอร์ (Joshua Zeichner) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังในนิวยอร์กออกมายืนยันอีกเสียงว่า มนุษย์อาบน้ำเพราะสังคมและวัฒนธรรมบอกให้อาบมากกว่านิสัยรักสะอาด และการอาบน้ำทุกวันไม่ได้ทำให้ร่างกายสะอาดมากขึ้นเท่าไร (ตึ่ง! สรุปๆ ที่อาบๆ ไปไม่สะอาดขึ้นเลยหรือเนี่ย)

นอกจากนั้น เดวิด เลฟเฟล (David Leffell) ผู้เขียนหนังสือ ‘Total Skin: The Definitive Guide to Whole Skin Care for Life’ และหัวหน้าแผนกศัลยกรรมผิวหนัง ที่สถาบันแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเยล (Yale School of Medicine) ยังกล่าวสมทบอีกว่า “ความเสียหายที่เกิดจากการอาบน้ำไม่ได้หยุดลงเมื่อคุณปิดน้ำ”

เลฟเฟลอธิบายว่า “เมื่อคุณปิดน้ำและเริ่มเช็ดตัว ชั้นผิวของคุณก็เริ่มถูกทำร้าย และหลังจากที่ก้าวออกจากห้องน้ำ ความชื้นในชั้นผิวก็จะระเหยสู่อากาศอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหน้าหนาวและการอาบด้วยน้ำอุ่น ฉะนั้นการอาบน้ำบ่อยๆ นานๆ ไม่ใช่เรื่องดี โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเย็นๆ” (ทำไมเราเห็นรอยยิ้มจากพวกเธอ)

น้อยและเร็วดีที่สุด

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์หรือแพทย์คนใดออกมาห้ามมนุษย์รักสะอาดที่อาบน้ำบ่อย เพียงแต่แนะนำให้พอเหมาะพอควรตามสภาพอากาศและกิจกรรม ถ้าไปออกกำลังกายทุกวันหรือทำงานที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีก็ควรอาบน้ำทุกวัน แต่สำหรับคนธรรมดาอาบน้ำวันเว้นวันหรือ 3 วัน 1 ครั้งก็พอแล้ว

โดยเลฟเฟลแนะนำเคล็ดลับการอาบน้ำไว้ง่ายๆ 5 ข้อ

อย่าให้น้ำร้อนเกิน , อย่าอาบนานเกิน 30 นาที , ร่างกายเราสามารถอาบน้ำให้สะอาดได้ภายใน 3 นาที โดยให้เน้นไปยังบริเวณรักแร้และขาหนีบมากกว่าส่วนอื่นๆ เพื่อลดกลิ่นของร่างกาย

อย่าขัดถูรุนแรง และลูบไล้ก็พอแล้ว , อย่าลืมทาโลชันบางๆ เพื่อกันความชุ่มชื่นออกจากผิว

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับมนุษย์ผู้ขี้เกียจอาบน้ำทั้งหลาย ถ้าคุณรู้สึกเหนอะหนะ เริ่มมีกลิ่นตุๆ หรือร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นควัน อย่างไรเสีย การอาบน้ำชำระล้างร่างกาย ขจัดเชื้อโรคและมลภาวะเหล่านี้ย่อมดีกว่าซักแห้งแน่นอน

ขอเกาะกระแสความหนาวที่นานๆ ที่หลายจังหวัดได้สัมผัสอุณหภูมิต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียส ในขณะที่บางจังหวัดก็ได้สัมผัสเลขตัวเดียวจนตัวสั่นขนลุกไปทั้งวัน เชื่อว่าทุกคนชอบหลายๆ อย่างในอากาศแบบนี้

ไม่ว่าจะเป็นลมเย็นๆ หรือบรรยากาศที่มีหมอกบางๆ มีโอกาสได้งัดชุดเด็ดออกจากตู้ แต่มีอยู่อย่างเดียวที่ไม่ชอบก็คือ “การอาบน้ำ” จนมีรายชื่อเพื่อนที่คิดว่าไม่อาบน้ำเต็มหัวไปหมด

หลายคนอาจจะคิดว่า การไม่อาบน้ำเป็นเรื่องสกปรก จะสะอาดจริงต้องนี่เลย อาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งหลังอาหาร ไม่ใช่แล้ว! 2 ครั้ง เช้าและก่อนนอน หรือ ยิ่งบ่อยยิ่งดี ขี้ไคลจะได้ออกไปให้หมด

แต่ความจริงแล้วการอาบน้ำบ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี 100% นะคะ ลองไปดูกันว่าวิทยาศาสตร์ ให้คำตอบว่า ความถี่ในการอาบน้ำเป็นเท่าไหร่ ถึงจะเหมาะสมที่สุด

Dr. Joshua Zeichner and Dr. Ranelle Hirsch แพทย์ผิวหนังได้บอกไว้ว่า คนเรามีความคิดว่า การอาบน้ำเป็นเรื่องที่ดี ไม่มีอะไรดีเท่ากลิ่นสะอาดๆ ซึ่งนี่เป็นความคิดที่เกิดจากวัฒนธรรมของสังคมหรือบรรทัดฐานที่สังคมกำหนดมันขึ้นมา

อาจจะเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ว่า การอาบน้ำบ่อยเกินไป รวมถึงอาบน้ำร้อนบ่อยๆ ไม่ดีต่อผิวของเรา เพราะทำให้ผิวแห้ง สูญเสียความชุ่มชื้นเพราะน้ำมันผิวถูกล้างออกไป ผิวเกิดการระคายเคืองได้ง่าย ยิ่งถ้าผิวแห้งแตก

ก็อาจจะเสี่ยงทำให้ติดเชื้อได้ด้วยนะ เท่านั้นยังไม่พอ อาจจะไปทำลายแบคทีเรียที่ดีที่อยู่ในเซลล์ผิวหนังของเราด้วย ซึ่งแบคทีเรียดีๆ พวกนี้นี่แหละที่จะคอยช่วยป้องกันแบคทีเรียอื่นๆ ที่ไม่ดีให้กับผิวเรา

Dr. Joshua Zeichner ยังบอกต่อไปด้วยว่า การอาบน้ำที่เพียงพอที่จะไม่ทำให้เราเป็นโรคผิวหนังได้ แค่วันละครั้ง หรือ ทุกๆ 2-3 วันก็เพียงพอแล้ว

แต่ถ้าจะให้ดีให้ชำระร่างกายในส่วนที่สกปรกทุกวันด้วยผ้าเปียก เช่น ใบหน้า ใต้วงแขนหรือมุมอับต่างๆ และเช็ดตัวให้แห้ง แต่ทั่วตัวนั้นไม่จำเป็นต้องอาบทุกวันค่ะ (แต่ควรเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ด้วยนะ)

เท่านี้ก็มีผิวดีๆ ได้แล้วค่ะ อ่านจบคงยิ้มออกกันเลยใช่มั้ยล่ะ รู้สึกสบายใจขึ้นมาทันทีว่า “เราทำถูกต้องแล้ว!!”แต่เราว่า สำหรับประเทศไทยก็คงใช้ได้แค่หน้าหนาว (บางวัน) เท่านั้น เพราะถ้าเข้าสู่ซัมเมอร์แบบไทยๆ แล้วล่ะก็….สงสารคนข้างๆ บ้างนะคะ ฮ่าๆ

ตั้งแต่วันอาทิตย์ (24 มกราคม) ที่ลมหนาวบุกประเทศไทยอย่างเฉียบพลันจนไม่ทันได้ตั้งตัว มินิมอร์เชื่อว่าต้องมีมนุษย์หลายชีวิตที่ไม่ยอมอาบน้ำ! (รู้ทันหรอก) ไม่อาบน้ำยังไม่พอ แถมรู้สึกเป็นตราบาป(กับการไม่อาบน้ำ)อย่างมากจนถึงกับต้องโกหกคนอื่นแบบเนียน ๆ

(ที่หลายคนก็ไม่เนียนเลยอ่ะ) ไปว่า ฉันเก่ง ฉันอาบน้ำแล้วย่ะ มินิมอร์มีทางออกมาให้คนขี้เกียจอาบน้ำทุกวันเพราะทั้งวิทยาศาสตร์และข้อมูลทางสังคมศาสตร์ออกมาบอกแล้วว่าที่จริงเราไม่ต้องอาบน้ำทุกวันก็ได้ (เย้!)

รู้หรือไม่ว่าก่อนช่วงทศวรรษที่ 1920 มนุษย์เราไม่ได้อาบน้ำบ่อยแสนบ่อยขนาดนี้นะ เพราะตอนนั้นคนเขาอาบน้ำกันอาทิตย์ละครั้งเท่านั้น! (น้อยไปไหม) (อ้าว แล้วอะไรทำให้คนเราหันมาอาบน้ำบ่อยขึ้นล่ะ ?)

ความเปลี่ยนแปลงมาเกิดขึ้นตอนที่รูปแบบเศรษฐกิจเปลี่ยนไปเป็นเศรษฐกิจแบบทุนนิยม (แค่อาบน้ำ นี่เชื่อมโยงไปถึงเศรษฐกิจกันเลยหรอเนี่ย) ผู้คนต้องมาทำงานในบริษัทหรือโรงงานที่คนต้องมาใกล้ชิดกันมากขึ้น (ก่อนหน้านั้นก็อาจจะทำไร่ ทำนา ทำการเกษตร ทำอะไรก็ว่าไปที่ไม่ต้องเนื้อแนบเนื้อหรือติดต่อกับคนข้าง ๆ มาก)

บริษัทสบู่รายใหญ่แห่งหนึ่งก็เลยหัวใสคิดแคมเปญโฆษณาเปลี่ยนชีวิตผู้คนขึ้นมาทันที  เพราะเขาเชื่อว่าพอคนต้องมาใกล้ชิดและอยู่รวมกันมาก ๆ คนจะกังวลว่ากลิ่นตัวแรง ๆ กลิ่นปากเหม็น ๆ ของตัวเองจะไปรบกวนคนอื่นได้ง่ายขึ้น สบู่จึงกลายเป็นสินค้าสำคัญที่ทำให้การอาบน้ำ(และถูสบู่ด้วยนะ)ไม่ได้เป็นแค่การอาบน้ำ แต่กลายเป็นกิจกรรมของคนรักความสะอาด กิจกรรมแห่งความสดชื่นและมีกลิ่นหอมตั้งแต่นั้นมา (หัวใสจริง ๆ ด้วย)

สมาคมการค้าอเมริกา (ซึ่งก็ก่อตั้งโดยบริษัททำสบู่นั่นแหละ) ถึงกับออกมาบอกเลยว่า พวกเขาจะทำยังไงก็ได้ให้คนรู้สึกว่าต้องล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนกินข้าวและหลังจากเข้าห้องน้ำ (ไม่งั้นจะไม่สะอาด)  การอาบน้ำนี่ยิ่งแล้วใหญ่เพราะเขาวางแผนให้ทุกคนต้องอาบโดยอัตโนมัติ

ก่อนนอนก็ต้องอาบ ตื่นเช้าก็ต้องอาบ (เออ และเขาก็ทำสำเร็จซะด้วยแฮะ เพราะเราทุกคนติดการอาบน้ำและฟอกสบู่กันงอมแงมเลย แถมถ้าไม่อาบก็รู้สึกผิดอีกด้วยนะ) จนบริษัทนี้ขยายธุรกิจจนสามารถขายสบู่ได้ 12 ล้านก้อนต่อวัน!

การอาบน้ำจนติดเป็นนิสัยทุกวันของมนุษย์ในปัจจุบันจึงมีจุดเริ่มต้นส่วนหนึ่งมาจากการตลาดของบริษัทสบู่นี่แหละ (แนบเนียนมาก) ถ้าใครอยากลองกลับไปใช้ชีวิตเหมือนก่อนโฆษณาสบู่จะเข้ามามีบทบาทก็ลองอาบน้ำอาทิตย์ละครั้งดูได้ (ช่วงอากาศหนาวนี่โอกาสดีนะ)

 

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here