หญิงร้องไห้!! หนุ่มใจบุญมอบเงิน 1000 บาท ถามคำซ้ำๆให้จริงๆใช่ไหม (รายละเอียด+คลิป)

0
145

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560 เวลา 05:17 น. ทางเราได้รับรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก Somchai Somchai ได้โพสต์เรื่องราวชวนน้ำตาไหลของครอบครัวรายหนึ่ง โดยข้อความระบุไว้ว่าดังนี้

เอาเงินจำนวนให้ 1000 เดียว แกร้องไห้ด้วยความปิติใจเลย เพราะนี่คือเงินที่สุดในชีวิตของเขาและเธอคง งง มากว่าอยู่ๆมีใครก็ไม่รู้ เดินมาที่บ้านแล้วยื่นเงินมากให้ เพราะเธอถามผมบ่อยครั้งว่า ให้จริงๆหรือเปล่า เธอคงลำบากมาก

เพราะต้องเลี้ยงลูกๆ เพียงลำพังคนเดียวเนื่องจากสามีเสียชีวิตไปแล้ว และเมื่อผมรู้ว่าเงินมีความสำคัญมากสำหรับเธอและสัมผัสได้ว่าเธอรู้ถึงคุณค่าของมัน ผมจึงมอบให้เธอ 2000 บาทครับ อนุโมทนาสาธุกับเพื่อนๆทุกท่านด้วยนะครับ เพราะเป็นเงินของทุกๆท่านครับ

ซึ่งเงินแต่ละบาทมันมีค่ามากสำหรับทุกคน เดี๋ยวเราจะพาทุกคนมาดูแลพรู้ถึงคุณค่าของเงินให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิมนะค่ะ นับตั้งแต่อดีตมานั้น มนุษย์เราอยู่ภายใต้สัจธรรมที่ว่า “การหาเงินย่อมยากกว่าการใช้เงิน” เพราะเงินเป็นเงื่อนไขสำคัญแห่งความอยู่รอด และตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของชีวิต

ดังนั้นก่อนที่เราจะหาเงินและใช้เงินให้เป็น เราควรมีความรู้ ความเข้าใจ และมีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับเงินเสียก่อน เนื่องจากในความเป็นจริง เงินมีสถานะเป็นเพียงสื่อกลางที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสิ่งของ และสินค้าต่าง ๆ ที่ใช้ในการดำรงชีวิต การที่เงินจะให้คุณ หรือโทษนั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนได้ให้คุณค่าแก่เงินอย่างไร ซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับการให้คุณค่าเงินสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แนวคิดหลักคือ

1. การให้คุณค่าเงินแบบวัตถุนิยม

แนวคิดนี้เชื่อว่า เงินสามารถแลกเปลี่ยนกับความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างสุขสบาย หรือแม้กระทั่งมีอำนาจบารมีเหนือผู้อื่น คนประเภทนี้มักวัดคุณค่าของเงินด้วยจำนวนเงินแบบยิ่งมีมากยิ่งดี แถมคิดเอาเองว่า ถ้าใครมีเงินมากกว่าก็ได้รับการยกย่อง ยอมรับจากสังคมรอบข้างมากขึ้นเท่านั้น โดยลืมนึกไปว่า คุณค่าของคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่มี ดังนั้นคนพวกที่ยึดติดอยู่กับแนวคิดนี้ จึงมักให้คุณค่าเงินมากเกินจริง จากที่แสวงหาเงินโดยมีเป้าหมายเพื่อการดำรงชีพ ก็จะกลายเป็นคนที่หาเงินด้วยความละโมบ โลภมาก ยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาโดยไม่รู้ผิดชอบชั่วดี ดังนั้นเราจึงควรพิจารณาแนวคิดนี้ด้วยความระมัดระวัง

2. การให้คุณค่าแก่เงินต่ำกว่าความเป็นจริง

แนวคิดนี้มักพบในกลุ่มคนที่ปฏิเสธเงิน เพราะเห็นเป็นสิ่งผิด คนในกลุ่มนี้มีแนวคิดมุ่งละกิเลสของตน โดยอยู่อย่างสมถะ และไม่สร้างเงิน ซึ่งฟังแล้วอาจดูดี แต่ในทางกลับกัน ถ้าทุกคนคิดแบบนี้เหมือนกันหมด

อาจทำให้สังคมหยุดนิ่ง และส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนของกลไกระบบเศรษฐกิจได้

 3. การให้คุณค่าแก่เงินอย่างสมจริง

แนวคิดสุดท้ายนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า เงินมีความสำคัญ และจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในระดับหนึ่ง ซึ่งควรจะพอเพียงต่อการเลี้ยงชีพให้ไม่ลำบาก แต่ก็ไม่โลภมากจนไม่ยอมพอ โดยอาจยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งทำให้เรามีความสุข ทั้งกาย สุขทั้งใจ และช่วยสร้างเพื่อนที่ดีมากกว่าที่จะสร้างศัตรู

ดังนั้น เราควรกำหนดแนวคิดเกี่ยวกับคุณค่าของเงินของตัวเราเองให้ดี และเรียนรู้ที่จะใช้เงินตามความจำเป็น ไม่ฟุ่มเฟือย หรือตระหนี่ถี่เหนียวจนเกินไป ที่สำคัญคือ ควรนำเงินมาใช้เพื่อการสนับสนุนเป้าหมาย และแผนการดำรงชีพที่ดีมากกว่าจะมีไว้ เพื่อโอ้อวด หรือแสดงความหรูหรา เมื่อคิดได้แล้วว่าเงินมีคุณค่าต่อเราอย่างไร ต่อมาก็ต้องรู้จักวางแผนการใช้เงิน พร้อมกับต้องจัดสรรเงินส่วนหนึ่งไว้ เพื่อการออมด้วย เพื่อชีวิตในอนาคตที่ดีกว่า

ความดิ้นรนอัตคัดของคนในสังคมทำให้โหยหาสิ่งที่เรียกว่า ‘เงิน’ บางคนถึงกับให้นิยามของคำว่า ‘เงิน คือ พระเจ้า’ แม้กระทั่งเด็กตัวเล็กๆ วัยรุ่น หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่ตัวโตๆก็ต้องการสิ่งนี้


การที่จะได้มาซึ่งสิ่งนี้ ก็คือ ‘การทำงาน’ สโลแกนยอดฮิตของคนสมัยนี้ โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Y คือ ความสุขในการทำงานมีค่ามากกว่าเงินที่ได้มา ถ้าฉันทำงานแล้วไม่มีความสุข ฉันก็จะออกไปหางานใหม่


ความอดทนต่อการดิ้นรนต่อสู้ในการหางานประจำเพื่อให้ได้เงิน มีน้อยลงเรื่อยๆสำหรับคนในปัจจุบัน ด้วยการมีทางเลือกที่หลากหลายในการทำงานและทำเงิน ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือน หรือที่พวกเราเรียกมันว่า ‘โลกออนไลน์’ และย่ิ่งไปกว่านั้นยังมีการตีแผ่สังคมด้วยสโลแกนง่ายๆแต่โดนใจว่า ‘งานไม่ประจำทำเงินกว่า’


เราลองมามองดูสังคมในมุมกลับ พ่อแม่ของเราส่วนใหญ่ก็ทำงานประจำกันทั้งนั้น และมีเงินส่งให้ลูกหลานของเราได้เรียนหนังสือ จนลูกๆหลานๆได้อยู่ท่ามกลางความศิวิไลที่บูชาเงิน


ถ้าไม่ใช่เพราะเงินเดือนที่ได้มาจากหยาดเหงื่อแรงกายของพวกเขา ที่ได้มาเพราะความลำบาก ต้องทำงานประจำจนมีเงินเดือน และสร้างสิ่งที่มีค่าที่สุด คือ ‘การรู้คุณค่าของเงิน’


คนรุ่นใหม่ในสมัยนี้มองว่า เงิน หาง่าย เนื่องจากมีช่องทางที่มากมายในการหาเงิน โดยไม่ต้องทำงานประจำ จึงไม่รู้สึกว่า ‘เงินที่ได้มามันมีค่าขนาดไหน’


คนที่ทำงานประจำ จะสร้างค่าให้กับตนเอง โดยเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนในที่ทำงาน
คนที่ทำงานประจำ จะสร้างค่าให้กับตนเอง โดยฝึกความอดทนอดกลั้นเมื่อโดยดุด่า ว่ากล่าว
คนที่ทำงานประจำ จะสร้างค่าให้กับตนเอง เพราะเขาจะไม่โดดเดี่ยว มีคู่คิด คู่แข่งตลอดเวลา
คนที่ทำงานประจำ จะสร้างค่าให้กับตนเอง โดยพัฒนาทักษะการปรับตัวให้เข้ากับงานและคน


แม้ว่าบางครั้งหลายคนจะโหยหาสิ่งที่ทำงานไม่ประจำทำเงินกว่า แต่คิดหรือไม่ว่าค่าของคุณ อาจจะไม่คุ้มกับเงินที่ได้มา เพราะมันถูกตัดทอนด้วยความโดดเดี่ยว อาจจะมีความสุขกับเงินแค่กองเดียว แต่ขาดการฝึกทักษะการเรียนรู้ที่จะเข้ากับสังคม และจมปลักอยู่กับความคิดตัวคนเดียว


คุณจะซื้อคุณค่าความเป็นคนของคุณด้วยงานแบบไหนดี? บางครั้งเราอาจจะเลือกงานที่ชอบ แต่หลงลืมไปว่างานที่ชอบ มันสามารถเลี้ยงตัวเองได้หรือเปล่า


มีเรื่องเล่าอยู่ว่า ครั้งหนึ่งพ่อของทาร์ซานเจ้าป่า ถูกจับในข้อหาคือ ไม่ให้การศึกษากับลูก ปล่อยให้ลูกไปเผชิญชีวิตอยู่ในป่ากับบรรดาเหล่าสิงห์สาราสัตว์


เมื่อผู้พิพากษาถามว่า ทำไมจึงทำเช่นนั้น พ่อของเขาจึงพูดขึ้นว่า เพราะเขาต้องการให้ลูกได้ ‘เรียนรู้วิธีการเอาตัวรอด’

ชีวิตที่มีทางเลือกย่อมดีกว่าชีวิตที่ไร้หนทาง บางครั้งทางเดินในชีวิตอาจมีให้เราเลือกแค่ 2 ทางคือ งานประจำ และงานไม่ประจำ


ถ้าเริ่มต้นชีวิตด้วยงานประจำ ก็จะทำให้เราได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีที่จะสะสมความอดทน อยู่กับความอดกลั้น หรือความอยุติธรรมในงานประจำ


สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้เรา ได้ในสิ่งที่มีค่าที่สุด คือ เรียนรู้วิธีที่จะปรับตัวอยู่กับคนและรู้วิธีการเยียวยา และรักษารอยแผลในชีวิตจากงานประจำก่อนที่จะโบยบินไปสู่งานไม่ประจำ เพราะยังไง ‘มนุษย์เงินเดือน ก็คือ เพื่อนแท้ของคุณ’

ยังไงทางเราก็ขอเป็นกำลังใจให้ด้วยนะค่ะ สู้ๆค่ะ

-ขอขอบคุณ Somchai Somchai

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here