ในหลวง ร.10 รับสั่ง ดูแลคนจนด่วน ลุยยกเครื่องภาคเกษตรกระจาย เงินลงรากหญ้า (รายละเอียด)

0
265

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เดินทางมอบนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลังคณะรัฐมนตรีเกษตรฯในยุคประยุทธ์ 5 เข้ารับตำแหน่งใหม่ โดยในการประชุมครั้งนี้มีนายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรฯนายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรฯ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส) ซึ่งหลังการรับฟังปัญหาและให้แนวทางแก้ปัญหาแก่เกษตรกร เพื่อปรับการทำงานแก้ปัญหาใหม่ ยึดศาสตร์พระราชาเป็นตัวตั้ง และตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม

นายสมคิด กล่าวหลังการมอบนโยบายว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 มีรับสั่งให้รัฐบาล คณะรัฐมนตรีดูแลประชาชนโดยเฉพาะคนจนผู้มีรายได้น้อย 30 ล้านคน ในฐานะรองนายกที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีในการดูแลภาคเกษตรฯ จึงดึงหลายหน่วยงานมาร่วมกับกระทรวงเกษตฯแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรอย่างครอบวงจร

ดังนั้นการมาครั้งนี้ไม่ได้มาล้วงลูก ไม่ได้มาแทรกแซงการทำงาน แต่จะมาร่วมกับภาคเกษตรบูรณาการการทำงาน ทั้งภาคผลิต และฝ่ายการตลาดโดยกระทรวงพาณิชย์ มาร่วมผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มากขึ้น

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ ธ.ก.ส. และมหาดไทย จะบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งด้านการผลิต การตลาดของสินค้าเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพ โดยนายกรัฐมนตรีสั่งการให้ ปี 2561 ทุกภาคส่วนต้องกระจายรายได้ลงสู่รากหญ้า โดยเร่งผลักดันมาตรการเร่งด่วนเพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรระหว่างรอการเก็บเกี่ยว เพื่ออัดอัดเงินลงสู่รากหญ้าให้เร็วที่สุด

“ธนาคารโลกออกรายงานว่า ปัญหาความยากจนของไทยเริ่มดีขึ้น และเริ่มเติบโตอย่างยั่งยืน จึงทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจของไทยกับอาเซียนเช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ขณะนี้สัดส่วนมูลค่าการเกษตรของไทยมีสัดส่วนประมาณ 8-9 เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีของประเทศ หากเทียบจำนวนเกษตรกรถือว่าน้อยมาก

จึงต้องเร่งอุดช่องว่านี้ ผลักดันให้กลุ่มเกษตรกรมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มากขึ้น โดยการบูรณาการทำงานร่วมกันทั้งด้านการผลิต การตลาดของสินค้าเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนภาคเกษตรมีรายได้สูงขึ้นส่งผลให้สัดส่วนภาคเกษตรในจีดีพีของประเทศเพิ่มขึ้นได้” นายสมคิด กล่าว

รองนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการดึงกระทรวงด้านเศรษฐกิจมาบูรณาการร่วมกัน ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายใน ช่วยเหลือด้านการตลาด การผลิต ร่วมกับ ธ.ก.ส. โดยกระทรวงเกษตรฯกับ ธ.ก.ส.ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด และดึงกระทรวงการท่องเที่ยวฯมาส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน

เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในชนบท เพราะเกษตรกรเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพของไทยเห็นได้จากจีนได้นำเทคโนโลยีมาพัฒนาด้านเกษตรฯ จึงผลิตสินค้าเกษตรออกสู่ตลาดจำนวนมาก และทำให้แข่งขันตลาดได้ราคาถูก ขณะที่ไทยยังเผชิญกับต้นทุนสูง จึงต้องบริหารจัดการหลายด้าน

“ที่ว่างจากการเก็บเกี่ยว รอผลผลิตรอบใหม่ เกษตรกรจะต้องมีรายได้ ซึ่งกระทรวงเกษตรจะเข้าไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับรายชื่อเกษตรกรที่ไปขึ้นทะเบียนคนจน เพื่อแก้ปัญหาเป็นรายครัวเรือน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องเข้ามาช่วยเรื่องการตลาด ไม่ใช่ปลูกมาแล้วไม่รู้จะขายใคร ต้องดึงภาคเอกชน

โดยเฉพาะภาคส่งออกเข้าร่วมสู้กับปัญหาผลผลิตราคาตกต่ำด้วย ที่ผ่านมาปัญหาภาคเกษตรที่สำคัญคือการบริหารจัดการข้อมูล ซึ่งไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจน จึงได้ให้นโยบายไปว่าพืชเศรษฐกิจหลัก เช่น ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และผลไม้จะต้องมีเจ้าภาพที่ระบุตัวบุคคลได้” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวต่อว่า จากนี้ต้องดึงผู้เกี่ยวข้องในแต่ละส่วนมาบูรณาการทำงานร่วมกันในรูปคณะกรรมการ สร้างระบบฐานข้อมูลกลาง รวมถึงระบบเตือนภัยล่วงหน้า หากต้องจ้างหน่วยงานภายนอกให้เข้ามาช่วยเรื่องข้อมูลก็ทำได้เลย ไม่ใช่ส่วนราชการต่างคนต่างทำ

ทำให้ตัวเลขไม่ตรงกัน ส่งผลให้การบริหารผิดพลาด รัฐบาลนี้มีเวลาเหลืออีกเพียงแค่ปีเดียว และนายกรัฐมนตรีประกาศให้ทุ่มสรรพกำลังไปที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้นภารกิจที่มอบหมายไปจะต้องถูกขับเคลื่อนโดยเร็วเพื่อให้เกิดผลในทางปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่าชีวิตเกษตรกรจะดีขึ้นอย่างแน่นอน

เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการ คือ ปัญหายาง หลักการคือ ปัญหายาพาราเป็นปัญหาที่สะสมกันมา 15 ปีที่แล้ว ปลูกยางเฉพาะที่ภาคใต้ เสร็จแล้วก็ขยายไปปลูกภาคเหนือและอีสาน เพราะราคายางสูง ไม่มีสินค้าทดแทน ซึ่งเกษตรกรก็มีรายได้เพิ่มเติม แต่ 15 ปีที่ผ่านมา

ราคาน้ำมันลด ผลผลิตล้นตลาดแต่ไม่เคยมีการคิดเพิ่มมูลค่าให้กับยาง ดังนั้นต้องแก้ไขปัญหา คือ ในระยะสั้น ถ้าจะประคองให้ราคานั้นอยู่ในภาวะที่เหมาะสม สมเหตุสมผลได้อย่างไร เรารู้ว่าต้นทุนการผลิตยางอยู่ที่เท่าไหร่ การที่ราคายางพารานั้นต่ำกว่าต้นทุนไม่ควรอยู่แล้ว ตอนนี้กระทรวงเกษตรฯ ก็กำลังหารือกับผู้ประกอบการ ส่วนในระยะยาว ในการทำราคายางให้เหมาะสม เพิ่มมูลค่ามากขึ้น

“ต้องเชื่อมเกษตรกรเข้าสู่ตลาดโดยการพัฒนาดิจิตัลอีโคโนมิค ขายของผ่านระบบออนไลน์ โดยให้ชุมชนที่เข้มแข็งเป็นหัวหอก และถ่ายถอดองค์ความรู้ และปล่อยสินเชื่อเพื่อให้ภาคเกษตรได้เข้าถึง เมื่อมีหัวหอกประสบความสำเร็จ จะเกิดการเลียนแบบ เกิดการสอนองค์ความรู้ มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาคเกษตรของไทยครั้งครั้งใหญ่ ภาคสหกรณ์เป็นเรื่องใหญ่

โดยผมกำชับให้รมว.เกษตรฯ ดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ สหกรณ์เป็นองค์กรที่สำคัญ เพราะถ้าพื้นที่เข้มแข็ง เกษตรกรเข้มแข็ง สหกรณ์ของเรามีเยอะบางส่วนก้แข็งแรง บางส่วนก็อ่อนแอ จะไม่มีการนั่งดูว่าเขาเป็นยังไงแล้วทำเฉย เมื่อกี้อธิบดีส่งเสริมได้รับนโยบายแล้ว ไม่ต้องไปนั่งดูพรบ.

ลงไปดูและประชุมเลยว่าจะพํฒนาเขายังไง ให้เขาตื่นตัว ไปดูเรื่องหนี้ โดยกระทรวงการคลังบอกว่าจะมาช่วยดูให้ แต่ทางนี้บอกว่าไม่เป็นไรเขาทำได้ แบงก์ชาติเลยออกมาตีกรอบให้ ตรงนี้ก็ให้ช่วยกันให้ละเอียด นโยบายคือใหทำการสอดส่องให้เข้มแข็ง” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร  ทรงสนพระราชหฤทัยด้านอากาศยาน และการบินมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงทุ่มเทฝึกการบินแบบต่างๆ มาเป็นระยะเวลานาน ทรงฝึกหลักสูตรการบินต่างๆ มากมาย และตั้งพระราชหฤทัยเพื่อจะพัฒนากองทัพอากาศ

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร  ทรงเป็น “เจ้าฟ้านักบินขับไล่ ไอพ่น” พระองค์แรกแห่งราชวงศ์จักรี ทรงทำการบินกับเครื่องบินของกองทัพอากาศเกือบทุกรูปแบบ และทรงผ่านการฝึกบินหลักสูตรการบินเฮลิคอปเตอร์ และการฝึกบินเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง (F-5E) จากประเทศสหรัฐอเมริกา ถือได้ว่าทรงเป็นนักบินที่มีพระวิริยอุตสาหะ และพระปรีชาสามารถด้านการบินอย่างยิ่ง

หลังสำเร็จการศึกษาแล้ว ได้ทรงนำความรู้มาจัดทำหลักสูตรการฝึกบิน และทรงปฏิบัติหน้าที่ครูการบินให้นักบินเครื่องบินขับไล่แบบ “18 ข” (F-5E) หน่วยบินเดโชชัย 3 และนักบินของกองทัพอากาศ โดยทรงตั้งพระราชหฤทัยอย่างแน่วแน่ว่า จะทรงถ่ายทอดประสบการณ์ ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ต่อกองทัพอากาศและประเทศชาติมากที่สุด

การที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร  ทรงสนพระราชหฤทัยในการฝึกบินเปลี่ยนแบบกับเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 เพราะทรงเล็งเห็นว่า เป็นเครื่องบินพระราชพาหนะที่ถวายการบินอยู่ในปัจจุบัน และเป็นเครื่องบินที่การบินไทยใช้งานอยู่ ที่สำคัญยังทรงมั่นพระทัยด้วยว่า ความรู้ที่ทรงได้รับจะสามารถ นำไปใช้ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้อย่างดีเยี่ยม

จึงทรงมีพระราชประสงค์ให้การบินไทยจัดหลักสูตรและครูการบิน ถวายการฝึกบินอย่างเต็มหลักสูตร เช่นเดียวกับการฝึกบินของนักบินบริษัทการบินไทยทุกประการ โดยมี “กัปตันอัษฎาวุธ วัฒนางกูร” ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมนักบิน และ “กัปตันอภิรัตน์ อาทิตย์เที่ยง” หัวหน้าครูการบินสำหรับเครื่องบินโบอิ้งรุ่นดังกล่าว เป็นผู้ถวายการฝึก ซึ่งการฝึกภาควิชาการมีขึ้นตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย.2547 เริ่มทำการฝึกบินเมื่อวันที่ 27 ส.ค.2547 และเสร็จสิ้นการฝึกบินได้รับศักย์การบิน ในฐานะกัปตันของเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ในวันที่ 30 มิ.ย.2549

ภาพ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร”ทรงขับเครื่องบินเที่ยวมหากุศล ไปกราบสักการะพุทธสังเวชนียสถาน ณ พุทธคยา

ตลอดเวลาที่ทรงฝึกบินนั้น แม้จะทรงติดพระราชกิจอื่นๆมากมาย รวมถึงการเสด็จฯ ไปปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ก็ยังโปรดให้กัปตันทั้งสองนายตามเสด็จไปถวายการบรรยายด้วย

โดยทรงใช้เวลาในช่วงกลางคืน 3-4 ชั่วโมง ศึกษาเล่าเรียนอย่างตั้งพระราชหฤทัย และแม้พระองค์จะทรงได้รับศักย์การบินเป็นกัปตันโบอิ้ง 737-400 อย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม แต่ก็ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะทำการฝึกบินต่อไป เพื่อให้ทรงมีมาตรฐานเดียวกับกัปตันของการบินไทย ด้วยเหตุนี้ ครูการบินจึงได้จัดหลักสูตรถวายเพิ่มเติม โดยใช้เครื่องบินพระที่นั่ง “บ.ล.11 ข มวก.1/38 หมายเลข 11-111” เป็นหลัก เริ่มจากการบินเส้นทางใกล้ๆเพื่อทำความคุ้นเคยกับเส้นทางบิน จากนั้นจึงทรงทำการบินขึ้นลงที่สนามบินในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งทรงฝึกบินด้วยเทคนิคต่างๆเพื่อสะสมประสบการณ์ด้านการบิน

เพื่อให้การฝึกบินมีความสมจริงที่สุด ภายในระยะเวลาการฝึกที่ค่อนข้างจำกัด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงให้ครูการบินสมมุติสถานการณ์ต่างๆขึ้น เช่นกรณีมีสภาพอากาศแปรปรวน หรือมีข้อจำกัดทางการบิน ส่งผลให้การฝึกบินมีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาเพียง 2 ปี ก็ทรงสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทางการบินได้เทียบเท่านักบินของการบินไทย ที่ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี กว่าจะสั่งสมประสบการณ์ถึงขีดความสามารถเดียวกัน!!

สำหรับการบินไปยังสนามบินต่างประเทศนั้น นอกจากจะทรงทำการฝึกตามหลักสูตรแล้ว ยังได้ทรงขับเครื่องบินเสด็จฯไปเป็นผู้แทนพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในโอกาสต่างๆด้วย รวมถึงการเสด็จฯไปพระราชทานสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน และทรงฝึกบินเพิ่มประสบการณ์ไปยังกลุ่มประเทศใกล้เคียง เช่น ประเทศสิงคโปร์, บรูไน, จีน และเวียดนาม

ครูการบินที่ถวายงานทั้ง 2 นาย เล่าว่า “ทรงมีวินัยในการฝึกบินอย่างยิ่ง ในบางสถานการณ์จะทรงปรึกษาครูการบิน และจะทรงปฏิบัติตามคำแนะนำโดยเคร่งครัด เช่น กรณีของสภาพอากาศ หากพิจารณาถึงการขึ้นลงของเครื่องบินขับไล่แล้ว อาจไม่เหมาะสมนัก แต่สำหรับเครื่องบินโดยสารแล้ว ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่จะทำการบินขึ้นลงได้ ครูการบินได้ถวายคำแนะนำแล้ว จะทรงทำการบินเข้าสู่สนามบินนั้นทันที”

ตลอดระยะเวลาที่ทรงทำการบินนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระราชประสงค์จะทำการบินให้ได้ประโยชน์และถูกต้องที่สุดในทุกเที่ยวบิน ถึงแม้ในการบินทั่วไป ความผิดพลาดหรือหลงลืมเล็กๆน้อยๆ จะเป็นธรรมดาของนักบินทุกคน ดังนั้น ในเครื่องบินโดยสารทุกวันนี้ จึงใช้นักบิน 2 คน ทำงานร่วมกัน เพื่อคอยตรวจสอบซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ดี พระองค์ท่านจะทรงพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้ เกิดข้อผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย

จนถึงทุกวันนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ยังทรงทำการฝึกบินอยู่เป็นประจำเกือบทุกวัน โดยมักจะทรงใช้เวลาช่วงเย็น โดยเมื่อเสด็จฯมาถึงอาคารทรงงานหน่วยบินเดโชชัย 3 จะเข้ารับถวายการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสภาพอากาศ และประกาศผู้ทำการในอากาศ จากนั้น จะเป็นแผนการบินประจำวัน วัตถุประสงค์ของการบิน โดยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้นจะเป็นภาคการบิน โดยทรงทำการบินไปยังสนามบินต่างๆ ตามแผนการบินที่ได้วางไว้ราว 3-4 ชั่วโมงในแต่ละวัน เมื่อสิ้นสุดการฝึกแล้ว จะทำการแถลงย่อการบิน โดยทรงซักถามข้อสงสัยต่างๆ จะศึกษาจากประสบการณ์และข้อผิดพลาด โดยทรงจดบันทึกอย่างละเอียดเก็บไว้ในแต่ละวัน พระองค์ทรงจดจำแม่นยำมากว่า เคยทรงทำการฝึกอะไรไปแล้วบ้าง และได้ปรับปรุงไปอย่างไร เรียกได้ว่าทรงรักการบินเป็นชีวิตจิตใจ โดยทรงให้เวลากับการฝึกประมาณครั้งละ 4 ชั่วโมง นับถึงปัจจุบัน ทรงมีชั่วโมงบินรวมเฉพาะแบบกับเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ประมาณ 1,700 ชั่วโมง และจำนวนเที่ยวบินขึ้นลง 2,400 เที่ยว และล่าสุดได้เสด็จฯไปทรงฝึกบินเครื่องบินโบอิ้ง ที่ประเทศสวีเดน

อีกหนึ่งภาพความประทับใจในสายตาของครูการบินทั้งสองคือ การได้ ถวายงานในเที่ยวบินมหากุศล ซึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ทำการบินในฐานะกัปตัน และโปรดเกล้าฯ ให้ครูการบินทำหน้าที่นักบินที่สอง บนเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 ชื่อ “ศรีสุราษฎร์” ของบริษัทการบินไทย เพื่อนำรายได้ไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และจัดหาเครื่องมือแพทย์ให้โรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ไม่เพียงแต่จะทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านการบิน ทั้งอากาศยานทางทหาร และอากาศยานพาณิชย์ แต่ยังทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ และความมุ่งมั่น ที่จะทรงใช้ความเป็นนักบินให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาราษฎร์ด้วย อย่างเมื่อครั้งเกิดเหตุภัยพิบัติคลื่นยักษ์สึนามิ เมื่อเดือน ธ.ค.2547 ทันทีที่ทรงทราบข่าว พระองค์ท่านก็ทรงขับเครื่องบินโบอิ้ง 737-400 เสด็จฯไปยังสถานที่เกิดเหตุโดยเร็ว เนื่องจากทรงเป็นห่วงเป็นใยผู้ประสบภัยพิบัติเป็นอย่างยิ่ง นับเป็นน้ำพระทัยอันน่าปลื้มปีติ สมดังที่ทรงเป็นแบบอย่างของปวงชนชาวไทย

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here