“ภาพวันแห่งความสุข” ที่คนไทยทั้งประเทศทุกคน คิดถึงและยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจ (ชมภาพ)

0
179

ในช่วงเทศกาลวันคริสต์มาสแบบนี้ ทำให้นึกย้อนถึงภาพที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงฉลองพระองค์ในชุดซานตี้ และนั่งลงสวมกอดในหลวง (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช)

ฉายพระรูปแล้วส่งเป็นของขวัญในวันคริสต์มาสสำหรับพสกนิกรชาวไทยให้มีความสุขใจ ทั้งสองพระองค์ทรงยิ้มแย้มอย่างมีความสุข แล้วในหลวง (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช)

ก็ยังทรงฉลองพระองค์เป็นซานต้า อีกด้วย ซึ่งภาพดังกล่าวได้ถูกส่งต่อทางโลกออนไลน์ กันอย่างแพร่หลาย แต่ไม่พบว่าภาพดังกล่าวนั้นถูกถ่ายขึ้นในปีใด

1 ปีหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช การผ่าน “ความทุกข์ร่วม” ของคนไทยทั้งชาติไม่ใช่เรื่องง่าย ทว่า ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องราชสำนัก มองว่า เทียบไม่ได้กับพระราชภาระตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ ที่ยุติ “ทุกข์ของแผ่นดิน” ด้วย “เดชะพระบารมี”

17.00 น. วันที่ 13 ต.ค. 2559 ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ เดินทางไปที่ศาลาพระเกี้ยว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เพื่อร่วมกับคนไทยอีกนับร้อยที่ร่วมตั้งจิตอธิษฐานสวดพระพุทธมนต์บทโพชฌงคปริตร ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์และหายจากพระอาการประชวร

พลันที่สวดครบจำนวน 9 จบ ดวงใจของทุกคน ณ ที่แห่งนั้น และทั้งประเทศก็แตกสลาย เมื่อรู้ว่าสิ่งที่กลัวตลอดช่วงบ่าย.. เป็นจริง

18.47 น. สำนักพระราชวังออกประกาศเรื่อง พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต

ไม่มีคำอำลาใดๆ หลังเสร็จพิธีสวดมนต์ ธงทองปิดประตู-ขึ้นรถยนต์ส่วนตัว น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ตลอดทั้งวันหลั่งไหลพรั่งพรู เขาสั่งพลขับขับรถไปตามถนนเรื่อยเปื่อย-ไร้จุดหมาย

เมื่อรถเคลื่อนถึงมุมถนนหน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร เขายกมือถวายบังคมในหลวงทุกรัชกาล ในหัวใจมีแต่ความรู้สึก “ว่างเปล่า”

เขากลับถึงบ้านพักย่านรัชดาฯในช่วงดึก ทว่าไม่อาจข่มตานอนได้ในวันแห่งความ “ทุกข์ร่วมกัน” ของคนไทยทั้งประเทศ

ดำทั้งแผ่นดิน

เช้าวันใหม่ที่ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม.. มองไปทางไหนก็มีแต่สีดำ พสกนิกรในชุดไว้ทุกข์รอเฝ้ารับขบวนเคลื่อนพระบรมศพ จากโรงพยาบาลศิริราชถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ธงทองเลือกปักหลักอยู่เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า

เมื่อขบวนพระบรมศพเคลื่อนผ่าน อีกครั้งที่เขายกมือถวายบังคมท่วมหัว น้ำตานองหน้า เกิด “ความรู้สึกที่ไม่เคยมีมาก่อนในชีวิต”

เป็นวันเวลาแห่งความทุกข์ระทมที่ยาวนานของชาวไทย หลังอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขใต้ร่มพระบารมี ด้วยพระอัจฉริยภาพในการนำพาประเทศออกจากวิกฤตการณ์ทางการเมือง

“ปกเกล้าไม่ใช่ปกครอง”

ตลอดระยะเวลา 70 ปีในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 (พ.ศ. 2489-2559) เป็นสัดส่วนที่ยาวนานมาก หากเทียบกับ 85 ปี ของการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย

“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนปลายรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 8 อาจถือเป็นยุคเริ่มต้นของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แบบแผนทั้งหลายยังไม่นิ่ง ยังไม่มีบรรทัดฐาน

แนวทาง หรือกรณีศึกษาที่จะเทียบเคียงเป็นตัวอย่างได้ ก็อาจจะต้องเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้วางรากฐานในเรื่องนี้” ธงทองกล่าวกับบีบีซีไทย

เขาชี้ว่าพระปฐมบรมราชโองการเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พ.ค. 2493 ถือเป็น “แนวใหม่” เพราะก่อนหน้านั้น

รัชกาลที่ 7 ทรงรับบรมราชาภิเษกในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งถ้อยพระวาจาที่ทรงกล่าวในงานพระราชพิธีในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับประชาธิปไตย มีข้อความแตกต่างกัน

เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม
– พระปฐมบรมราชโองการ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก วันที่ 5 พ.ค. 2493
“ในระบอบการปกครองที่เรามีอยู่นี้ พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงปกครองอย่างยุคเก่า แต่ทรงครองแผ่นดิน เรื่องนี้เป็นคติที่เทียบเคียงกับประเทศอังกฤษได้

ธงทอง ยกประโยคภาษาอังกฤษ ‘The Queen reigns but does not rule.’ ซึ่งอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายรัฐมนตรี และองคมนตรี เคยแปลประโยคเป็นไทยว่า ‘พระมหากษัตริย์ทรงปกเกล้า แต่ไม่ได้ทรงปกครอง’ เขาบอกว่าประโยคนี้ “ทำให้เราเห็นภาพว่าในระบอบประชาธิปไตย พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงใช้พระราชอำนาจด้วยพระองค์เองอย่างแต่ก่อน”

พระราชทานคำแนะนำรัฐบาลคือพระราชอำนาจที่แท้

ภายใต้บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยร่วมกับปวงชนชาวไทย และทรงใช้แทนปวงชนชาวไทยผ่านทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ธงทองบอกว่า “เป็นการใช้พระราชอำนาจแต่โดยพระปรมาภิไธย” แต่อำนาจที่แท้จริงยังอยู่ที่องค์กรที่เป็นผู้พิจารณานำความขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่งต้องเป็นผู้รับผิดในทางการเมือง

“ในพระราชอำนาจที่แท้นั้น ทุกตำราว่าเหมือนกันหมด และสอดคล้องในทางปฏิบัติด้วยว่าทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานคำแนะนำและตักเตือนแก่รัฐบาล”

ด้วยเพราะ “รัฐบาลมาแล้วก็ไป” ในเวลา 70 ปีของการครองราชย์ มีนายกรัฐมนตรี 26 คน มีคณะรัฐมนตรี 46 ชุด ทว่าพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นประมุขของประเทศ ผ่านวันเวลา ผ่านเรื่องราวต่างๆ มากมาย

“ทรงมีประสบการณ์ที่ช่ำชอง ทรงเห็นเรื่องราวทั้งหลายว่าวิธีการปัญหาอย่างนี้จะได้ผล อย่างนั้นไม่ได้ผล แต่ทั้งหมดเป็นเรื่องที่พระราชทานคำแนะนำ คำตักเตือนแก่รัฐบาล ดังนั้นอาจไม่เป็นที่รับทราบกันโดยทั่วไปนักหรอก เพราะรัฐบาลก็มีความรับผิดชอบทางการเมืองที่ไม่ควรมาโฆษณา หรือป่าวร้องว่าเรื่องนี้พระราชทานแนวพระราชดำริให้รัฐบาลทำเช่นนั้นเช่นนี้” ธงทองกล่าว

“ทรงเคร่งครัดหลัก กษัตริย์ไม่ทรงทำผิด”

ในทางนิติบัญญัติ ถ้อยคำในกฎหมายที่มักปรากฏคือ “ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรากฎหมายโดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา” ซึ่งธงทองบอกว่าไม่ได้เป็นอย่างสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่พระมหากษัตริย์ทรงหยิบกระดาษมา แล้วก็ทรงร่างกฎหมายด้วยพระองค์เองด้วยพระราชประสงค์อย่างนั้นอย่างนี้ แต่พระองค์ทอดพระเนตร ใช้พระราชวิจารณญาณสอดส่องดูข้อความในร่างกฎหมาย และทรงทักท้วงในสาระเนื้อความ

หนึ่งในตัวอย่างที่ยังแจ่มชัดในความทรงจำของนักกฎหมายผู้นี้ คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2517 จัดทำโดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งกำหนดให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้า แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ไม่ได้ทรงยับยั้งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ทรงลงพระปรมาภิไธย แต่ขณะเดียวกันมีบันทึกพระราชกระแสรับสั่งอย่างเป็นทางการ ทรงทักว่าการกำหนดให้ประธานองคมนตรีที่ทรงแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้ง ส.ว. นั้น ทำให้พระมหากษัตริย์อยู่ในสถานะที่ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง ทรงอธิบายว่าเป็นการขัดต่อหลัก ‘The king can do no wrong.’ พระมหากษัตริย์ไม่ทรงทำผิด เพราะการกระทำอะไรในทางการเมืองก็แล้วแต่ จะมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นผู้พิจารณา เป็นผู้เสนอ และเป็นผู้ดำเนินการในส่วนนั้นๆ” ธงทองระบุ

“เดชะพระบารมี” นำชาติพ้นวิกฤต

นอกจากพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญ ยังมี “พระราชอำนาจเพื่อทรงอภิบาลการเมือง” ซึ่งถือเป็น “พระราชอำนาจเฉพาะพระองค์”

“ในเวลาที่เกิดวิกฤตขึ้นในบ้านเมือง ผมคิดว่าทุกคนก็เฝ้าฟังว่าจะมีพระมหากรุณา ทรงระงับ ทรงยับยั้งความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองอย่างไร”

พระราชดำรัสที่เชื่อว่าอยู่ในความทรงจำของใครหลายคน หนีไม่พ้น 3 เหตุการณ์ทางการเมืองคือ เหตุการณ์ “มหาวิปโยค” 14 ต.ค. 2516 เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” 2535 และเหตุการณ์ “วิกฤตที่สุดในโลก” จากการเลือกตั้ง เม.ย. 2549

เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคน ต้องเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน แก้ปัญหา เพราะว่าอันตรายมีอยู่ เวลาหลายคนเกิดความบ้าเลือด ปฏิบัติการรุนแรงต่อกัน มันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ไขปัญหาอะไรเพียงแต่ว่าจะต้องชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทางชนะ

อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าคือแพ้ แล้วก็แพ้ที่สุดคือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่ากรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศชาติก็เสียหายทั้งหมด แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง

– พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 20 พ.ค. 2535″เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ทรงรับสั่งกับผู้ที่ไปเฝ้าฯ ในเวลานั้น… ส่วนจะแก้ไขอย่างไร ใครจะต้องปฏิบัติอย่างไรนั้น พระองค์แนะให้ไปปรึกษาหารือกัน ไม่ได้ทรงสั่งว่าคนนั้นต้องเข้า คนนี้ต้องออก คนนั้นปฏิบัติอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้ นี่คือตัวอย่างที่น่าสนใจมากเลย เป็น ‘เดชะพระบารมี’ โดยแท้”

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here