ฝนดาวตก ส่งท้ายปี 14 ธ.ค.-เช้า 15 ธ.ค. 60 ทั่วฟ้าเมืองไทย (รายละเอียด)

0
871

นักดาราศาสตร์ชวนดูฝนดาวตกได้ทั่วฟ้าเมืองไทย ในวันที่ 14 ธ.ค. คาด ตกโชว์ถี่ยิบถึง ชม.ละ 120 ดวง ประกอบด้วยสะเก็ดฝุ่นดาวมากถึง 5 สี

นายวรวิทย์ ตันวุฒิบัณฑิต นักดาราศาสตร์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ชาวฉะเชิงเทรา และที่ปรึกษาสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน)

กล่าวถึงปรากฏการณ์บนท้องฟ้าที่น่าสนใจทางด้านดาราศาสตร์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในคืนของวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ตั้งอยู่เลขที่ 999 ม.3 ต.วังเย็น อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ในคืนวันที่ 14 ธันวาคม ตั้งแต่เวลา 20.30 น. ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงรุ่งเช้าของวันที่ 15 ธันวาคม จะเกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตกเจมินิดส์ จากกลุ่มดาวคนคู่ เหนือท้องฟ้าเมืองไทย

ที่สามารถสังเกตเห็นได้ทั่วทั้งประเทศ ซึ่งจะเป็นปรากฏการณ์ฝนดาวตกที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยตาเปล่าทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลที่ท้องฟ้าเปิด

โดยคาดว่าจะมีความถี่ในการตก ตามที่นักดาราศาสตร์ได้มีการคาดการณ์กันเอาไว้แล้วว่า จะสามารถสังเกตมองเห็นฝนดาวตกได้มากถึง 60 ดวงต่อชั่วโมง หลังจากช่วงเวลา 20.30 น. เป็นต้นไป

และอาจจะเห็นได้มากที่สุดถึง 120 ดวงต่อชั่วโมง ในช่วงเวลาพีคสูงสุด หลังช่วงเวลา 00.00 น. ไปจนถึงช่วงเวลา 01.00 น. โดยวิธีการสังเกตนั้นให้นอนราบลงไปบนพื้นและหันหน้าไปยังทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับฝนดาวตกดังกล่าวนี้ เป็นฝนดาวตกที่เกิดขึ้นจากเศษฝุ่น หรือเศษอุกกาบาตของดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟทอน ซึ่งเดิมเชื่อว่าเคยเป็นดาวหางมาก่อน ที่ได้ทิ้งเศษฝุ่นหรือเศษซากที่ยังถูกเผาไหม้ไม่หมดเอาไว้ในวงโคจรของโลก

โดยในวันที่ 14 ธันวาคม – 15 ธันวาคม โลกจะโคจรเข้าไปในกลุ่มฝุ่นหรือกลุ่มเศษซากของดาวหางดวงนี้ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ฝนดาวตกขึ้น ซึ่งจะสามารถสังเกตเห็นฝนดาวตกได้มากถึงห้าสี คือ สีเขียว สีเหลือง สีม่วง สีแดง และสีส้ม เป็นไปตามองค์ประกอบของแร่ธาตุที่มีอยู่ในฝุ่นดาวที่ตกลงมานั้น

ส่วนที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ประจำภูมิภาคที่ จ.ฉะเชิงเทรา จะมีการจัดกิจกรรมเฝ้าติดตามฝนดาวตกเจมินิดส์ และเตรียมสถานที่เพื่อให้บริการแก่ประชาชนผู้สนใจ

ได้เดินทางมาเฝ้าสังเกตการณ์ชมฝนดาวตกกันได้แบบตลอดทั้งคืน ซึ่งประชาชนสามารถนำเต็นท์มากางนอนภายในสถานที่แห่งนี้ได้ โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น


“โดยสถานที่ภายในบริเวณหอดูดาวแห่งนี้ สามารถรองรับประชาชนได้มากถึง 1,500 คน พร้อมยังมีห้องน้ำห้องสุขาไว้คอยให้บริการอย่างเพียงพอ อีกทั้งภายในบริเวณหอดูดาวยังได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆ

ทางด้านดาราศาสตร์ไว้คอยให้บริการแก่ประชาชน ให้ได้มีโอกาสสัมผัสปรากฏการณ์บนท้องฟ้า และเรียนรู้ทางด้านดาราศาสตร์อีกมากมาย” นายวรวิทย์ กล่าว

ฝนดาวตก คือ ดาวตกที่มีปริมาณการตกมากกว่าหรือถี่กว่าดาวตกปกติ มีทิศทางมาจากจุดกำเนิด (Radiant) และช่วงเวลาที่แน่นอนเมื่อมีจำนวนมากๆจะมีลักษณะคล้ายกับฝนตก จึงเรียกกันว่า ฝนดาวตก

ฝนดาวตกเกิดขึ้นจากการที่วงโคจรของโลกได้เคลื่อนที่ผ่านเข้าไปในแนวเส้นทางที่ดาวหางเคยผ่านมาก่อนซึ่งจะทิ้งเศษซากก้อนหินและฝุ่นไว้มากมายในอวกาศ แล้วโลกก็ดูดฝุ่นผงเหล่านั้นตกลงมาในชั้นบรรยากาศของโลกอีก ซึ่งจะทำให้เกิดดาวตกมากเป็นพิเศษ

ดังนั้นฝนดาวตกแต่ละแบบจะมีแหล่งกำเนิดมาจากดาวหางที่ต่างดวงกันจึงประกอบด้วยสสารที่ต่างกันไป ตัวอย่างเช่นฝนดาวตกเปอร์เซอิดที่เกิดจากฝุ่นของดาวหาง Swift-Tuttle นั้นส่วนใหญ่จะเห็นไปไฟบอลมากกว่าฝนดาวตกประเภทอื่นๆ

นอกจากนี้ช่วงเวลาการเกิดฝนดาวตกเองก็มีส่วนสำคัญในการกำหนดลักษณะของฝนดาวตกด้วยเช่นกันโดยปกติแล้วดาวตกที่ผ่านเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลกนั้นจะมีความเร็วราว 71 กิโลเมตรต่อวินาที

ดังนั้นฝนดาวตกที่มีช่วงเวลาเกิดก่อนเที่ยงคืนหรือช่วงหัวค่ำ จะเป็นช่วงที่ดาวตกนั้นวิ่งตามการหมุนรอบตัวเองของโลกเราจะเห็นดาวตกมีความเร็วไม่มากนัก  แต่ถ้าฝนดาวตกเกิดหลังเที่ยงคืนไปแล้วหรือใกล้รุ่ง จะเป็นช่วงที่ดาวตกวิ่งสวนทิศกับการหมุนของโลกความเร็วสัมผัสที่เกิดขึ้นจะเร็วมาก เราจึงเห็นดาวตกช่วงใกล้รุ่งนั้นวิ่งเร็วมากๆ

ฝนดาวตก จะแตกต่างจากดาวตกทั่วไป คือ เป็นดาวตกที่มีปริมาณการตกมากกว่าหรือถี่กว่าดาวตกปกติ โดยมีทิศทางเหมือนมาจากจุดๆหนึ่งบนท้องฟ้าเหมือนกัน เรียกว่าจุดกำเนิด(Radiant) เมื่อจุดกำเนิดนั้นตรงหรือใกล้เคียงกับกลุ่มดาวอะไร ก็จะเรียกชื่อฝนดาวตกตามกลุ่มดาวนั้นๆ

หรือ ดาวที่อยู่ใกล้กลุ่มดาวนั้น เช่น ฝนดาวตกเปอร์เซอิด(กลุ่มดาวเปอร์เซอุส) หรือ ฝนดาวตกเอต้าอะควอลิด (ดาวเอต้าคนแบกหม้อน้ำ) แบบนี้เป็นต้น  ซึ่งช่วงเวลาการตกนั้นสามารถกำหนดได้ เช่น ตรงกับวันที่เท่าไหร่ เวลาเท่าไหร่ เป็นต้น


ซึ่งมีฝนดาวตกบางชนิดที่มีปริมาณการตกน้อย คล้ายกับดาวตกทั่วไป แต่ก็มีบางชนิดที่มีปริมาณมาก และทิศทางที่แน่นอน มีลักษณะคล้ายกับฝนตก จึงเรียกกันว่า ฝนดาวตก

ดังนั้นหากจะพิจารณาว่า ที่เห็นเป็นฝนดาวตก หรือ ดาวตกปกติ  ให้พิจารณา ทิศทางการตก  วัน และ เวลา  หากตรงกับข้อมูลที่กำหนดไว้ก็ถือว่า ดาวตกที่เห็นเป็นฝนดาวตกในช่วงนั้น ซึ่งบางทีอาจจะมีปริมาณน้อยมากก็ตาม

ฝนดาวตกเกิดจากการที่โลกโคจรเคลื่อนที่ฝ่าเข้าไปในธารอุกกาบาต สะเก็ดดาวเหล่านี้เป็นเศษขยะที่เกิดจากดาวหางเคยโคจรผ่านเข้ามา เมื่อดาวหางผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน จะเกิดการระเหิดของมวลสารออกไปเป็นสิ่งที่เราเห็นปรากฏเป็นหางของดาวหาง ฝุ่นที่ถูกพ่นออกไปนี้

จะคงอยู่ตามเส้นทางโคจรของดาวหางเดิม แม้ดาวหางจะโคจรผ่านไปแล้วก็ตาม เมื่อโลกโคจรฝ่าเข้าไป ฝุ่นเหล่านั้นก็จะตกลงสู่บรรยากาศโลกกลายเป็นดาวตก เนื่องจากอัตราการตกนี้ถี่กว่าอัตราการตกในสภาวะปกติ เราจึงเรียกว่า ปรากฏการณ์ฝนดาวตก

ดาวตกที่เกิดขึ้นจะดูเหมือนกับว่ามีทิศทางมาจากจุด ๆ หนึ่งบนท้องฟ้า ซึ่งเรียกว่า เรเดียนต์ ฝนดาวตกใดมีเรเดียนต์อยู่ที่กลุ่มดาวใด ก็จะมีชื่อตามกลุ่มดาวนั้น เช่น ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต มีจุดเรเดียนต์อยู่ในกลุ่มดาวสิงโต ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ มีจุดเรเดียนต์อยู่ในกลุ่มดาวคนคู่ เป็นต้น

ดาวตกมีให้เห็นในท้องฟ้าอยู่เสมอ ๆ ยามค่ำคืน โดยเฉพาะในช่วงที่โลกของเราเดินทางฝ่าเข้าไปในอาณาบริเวณของอวกาศส่วนที่มีเศษชิ้นส่วนที่ดาวหางทิ้งไว้อยู่กันอย่างหนาแน่น ซึ่งก่อให้เกิดดาวตกจำนวนมากกว่าปกติ เรียกว่าฝนดาวตก ดาวตกที่มาจากเศษชิ้นส่วนเหล่านี้มีหลายกลุ่ม

แต่ละกลุ่มมีลักษณะของดาวตกที่เห็น และจำนวนความถี่แตกต่างกันตามแต่องค์ประกอบและความเร็วของอุกกาบาต ดาวตกกลุ่มที่สำคัญในรอบปีมีอยู่ประมาณ 8 กลุ่ม สำหรับปีนี้ฝนดาวตกสิงโตมีความโดดเด่นมากที่สุด เนื่องจากคาดว่าอาจมีจำนวนมาก

นักดาราศาสตร์ที่คำนวณว่าฝนดาวตกสิงโตจะมีมากในปีนี้ คือ เดวิด แอชเชอร์ และโรเบิร์ต แม็กนอต ซึ่งนักวิจัยทั้งสองประสบความสำเร็จในการทำนายเวลาการเกิดฝนดาวตกสิงโตในปี พ.ศ. 2542 และ 2543 พร้อมกับเป็นผู้อธิบายต้นเหตุของการเกิดไฟร์บอลจำนวนมากที่มองเห็นในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2541

หากว่าทุกอย่างเป็นไปตามผลการคำนวณ คนไทยรวมทั้งประเทศในแถบเอเชียตะวันออกและออสเตรเลีย อาจได้เห็นดาวตกที่มีจำนวนมากถึงระดับ 4 ดวงต่อวินาที ในคืนวันอาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน สาเหตุที่ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดดาวตกจำนวนมากในปีนี้ตามการคำนวณของนักวิจัยทั้งสองคือ

โลกจะเดินทางฝ่าเข้าไปในบริเวณที่ดาวหางเทมเพล-ทัตเทิล ทิ้งสะเก็ดดาวจำนวนมากไว้เมื่อ ปี ค.ศ. 1699 1767 และ1866 แม้ว่าทั้งหมดจะเป็นเพียงการคาดหมายแต่ก็เป็นการคาดหมายที่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับและมีความน่าเชื่อถือในระดับหนึ่ง

ปีนี้จึงถือว่าเป็นปีที่ควรค่าแก่การสังเกตการณ์ กลุ่มฝนดาวตกที่เด่นในปีนี้นอกเหนือจากฝนดาวตกสิงโต คือ ฝนดาวตกควอดแดรนต์ ฝนดาวตกนายพราน และฝนดาวตกคนคู่

สำหรับคืนนี้อยากลืมดูฝนดาวตกกันนะค่ะ รับรองได้ว่าคุ้มค่ากับการรอแน่นอนค่ะ

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here