จริงหรือไม่ ? นอนข้างมือถือ เสี่ยงมะเร็ง-สมองเสื่อม (รายละเอียด)

0
280

เคยได้ยินเรื่องสัญญาณมือถือทำลายสมองกันบ้างไหมคะ บ้างก็ว่าเสี่ยงมะเร็งสมอง หรือบางคนอาจได้ยินมาว่าทำให้เสี่ยงสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์ แท้ที่จริงแล้วสัญญาณโทรศัพท์ทำลายสุขภาพเราได้ขนาดนั้นหรือไม่ ไปหาคำตอบกันค่ะ

สัญญาณมือถือ ก่อมะเร็ง-สมองเสื่อม?

สัญญาณโทรศัพท์ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในช่วงคลื่นไมโครเวฟ โดยองค์การอนามัยโลก หรือ WHO กำหนดให้มีความเสี่ยงในการก่อโรคมะเร็งเพียงระดับ 2B เท่านั้น หมายถึง อาจทำให้เกิดโรคมะเร็งได้ แต่อยู่ในระดับความเป็นไปได้ที่ต่ำมาก ไม่ได้อยู่ในระดับ 2A ที่แปลว่า น่าจะทำให้เกิดมะเร็ง

หากใครที่กังวลเรื่องเสาสัญญาณ สัญญาณมือถือจากเสาสัญญาณไม่ได้ปล่อยออกมามากเกินมาตรฐาน ก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราได้แน่นอน จากผลการสำรวจของ กสทช. ร่วมกับ พระจอมเกล้าลาดกระบัง พบว่า ค่าการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสถานีฐานในระยะ 400 เมตร “ต่ำกว่าขีดจำกัดมาตรฐานที่กำหนดไว้มาก” คือวัดได้น้อยกว่า 5% ของมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ค่าอัตราการดูดซับพลังงานจำเพาะที่บริเวณศีรษะ ก็มีค่าต่ำกว่าขีดจำกัดมาตรฐานอย่างมากเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานการวิจัยจากต่างประเทศบางส่วน ที่ระบุว่าสัญญาณโทรศัพท์มือถือมีส่วนทำให้เกิดโรคมะเร็ง แต่ก็เป็นงานวิจัยที่ยังมีจุดบกพร่อง และยังไม่ได้เป็นที่ยอมรับ 100% ดังนั้นเราจึงยังไม่สามารถฟันธงได้ว่า สัญญาณมือถือสามารถก่อมะเร็งได้จริง

สัญญาณมือถือ อันตราย

แม้ว่าจะไม่ได้ก่อมะเร็งชัดเจนอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น แต่ไม่ได้หมายความว่าสัญญาณมือถือไม่อันตรายเลย เพราะสัญญาณมือถืออยู่ในกลุ่มของคลื่นในกลุ่มไอโอไนท์  คือ กลุ่มความร้อน ดังนั้นเมื่อใช้โทรศัพท์มือถือแนบหูนานๆ ก็อาจเป็นอันตรายต่อระบบสมองให้เปลี่ยนพฤติกรรมได้ เช่น เครียด หงุดหงิด ซึมเศร้า หรือคลื่นไส้ ดังนั้นเราจึงไม่ควรใช้โทรศัพท์ขณะขับรถ เพราะเพียงเสี้ยววินาที เราอาจพลาดจนเกิดอุบัติเหตุ หรือเสียชีวิตได้

สัญญาณมือถือ ไม่น่ากลัวเท่า แบตมือถือ

ที่น่ากลัวกว่า คือแบตเตอรี่มือถือ ที่บางชนิดผลิตมาไม่ได้มาตรฐาน เมื่อใช้งานนานๆ หรืออยู่ในระหว่างชาร์จไฟ อาจเกิดการบวม ชำรุดเสียงหาย ไหม้ หรือระเบิดได้อย่างที่เราเห็นกันอยู่ในข่าว

ดังนั้นถึงแม้ว่าการนอนข้างๆ โทรศัพท์ อาจไม่ได้ก่อมะเร็ง หรือสมองเสื่อม แต่ก็ไม่แนะนำให้วางมือถือใกล้หัวนอน ใกล้หมอน เพราะนอกจากจะเสี่ยงอุบติเหตุแบตมือถือระเบิดแล้ว แสงจากหน้าจอ เสียงแจ้งเตือนข้อความใหม่ ยังรบกวนการนอนหลับของเราอีกด้วย ทางที่ดี ควรนำมือถือไปชาร์จให้ไกลจากเตียงนอนจะดีกว่าค่ะ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้อ่านบทความ หรือได้รับการบอกต่อ ๆ กันมาว่า อย่าวางโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ตัวนะ อย่าคุยโทรศัพท์มือถือนานนะ เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือ จะส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้สมองเสื่อม เป็นมะเร็งสมองได้

โอ้โห…ฟังแล้วดูน่ากลัวขึ้นมาทันที เพราะเราเองก็ใช้โทรศัพท์มือถือกันอยู่ทุกวัน ก็ย่อมอดกังวลไม่ได้ว่า  ความเชื่อทั้งหลายเกี่ยวกับการเตือนภัยโทรศัพท์มือถือนี้ จะจริงหรือไม่อย่างไรเพราะฉะนั้นวันนี้เราไปหาคำตอบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

ก่อนหน้านี้เราคงเคยได้ยินข้อมูลที่ว่า คลื่นไมโครเวฟที่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือนั้นจะส่งผลกระทบต่อสมอง และระบบประสาทได้จึงได้มีฟอร์เวิรด์เมล์บอกต่อ ๆ กัน ว่าไม่ควรเก็บโทรศัพท์มือถือไว้ใกล้ตัวโดยเฉพาะเวลานอนก็ควรปิดโทรศัพท์มือถือเสีย

ด้วยเหตุนี้จึงได้มีนักวิจัยจากหลายประเทศทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลนี้ เพื่อค้นหาข้อเท็จจริง ก่อนที่จะมีงานวิจัยจากประเทศอังกฤษออกมาเปิดเผยว่า คลื่นไมโครเวฟจากโทรศัพท์มือถือก็มีผลต่อสมอง ในแง่ที่ทำให้สมองมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อคำถามแบบ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ได้รวดเร็วขึ้น แต่ไม่มีผลต่อการทำงานของสมองในแง่อื่น ๆ และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นอันตรายต่อสมอง

ทั้งนี้จริงอยู่ที่ว่า หากสิ่งมีชีวิตได้รับคลื่นรังสีในปริมาณมาก ๆ ย่อมส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จนทำให้เกิดอันตรายได้ แต่เนื่องจากความถี่ของคลื่นไมโครเวฟโทรศัพท์มือถือ กับเตาไมโครเวฟประกอบอาหารต่างกัน และกำลังส่งสัญญาณของโทรศัพท์มือถือก็ต่ำมาก ส่วนสนามแม่เหล็กที่ส่งออกมาก็มีขนาดเล็กมาก เกินกว่าจะมีผลกระทบต่อเซลล์ในร่างกาย จึงไม่จำเป็นที่จะต้องวิตกว่าการใช้โทรศัพท์มือถือจะทำให้ภูมิคุ้มกันแย่ลงหรือส่งผลกระทบต่อสมองและระบบประสาท

ส่วนที่เคยมีงานวิจัยจากสวีเดน และราชสมาคมในลอนดอนระบุไว้ว่า เด็กหรือวัยรุ่นอายุน้อยกว่า 20 ปี ที่ใช้โทรศัพท์มือถือ มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งบริเวณส่วนต่อของหูกับสมอง หรือเนื้องอกในสมองมากกว่าคนทั่ว ๆ ไปถึง 5 เท่า เนื่องจากสมองและระบบประสาทยังไม่พัฒนาเต็มที่ และเด็กยังมีกะโหลกบางและเล็กกว่าผู้ใหญ่ ทำให้คลื่นพลังงานจากโทรศัพท์มือถือ สามารถทะลุทะลวงเข้าสู่สมองเด็กได้มากกว่า ขณะที่ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือหลังอายุ 20 ปี มีโอกาสเป็นเนื้องอกในสมองชนิดร้ายแรง เพียง 50% เท่านั้น แค่มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งบริเวณส่วนต่อของหูกับสมองแค่ 2 เท่า

ข้อมูลนี้อาจจะดูน่ากลัวแต่ในความเป็นจริงแล้ว นักวิจัยเองก็ยอมรับว่ายังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันว่า การใช้โทรศัพท์มือถือในระยะยาว เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งที่บริเวณสมอง เพราะการเกิดมะเร็งสมองได้ต้องใช้เวลานานหลายปี และอาจมีปัจจัยอื่น ๆ เป็นองค์ประกอบด้วยจึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปอีก

สอดคล้องกับรายงานของสถาบันวิจัยโรคมะเร็งนานาชาติ ภายใต้การดูแลขององค์กรอนามัยโลกหรือ WHO ที่ระบุว่า จากการสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง 13,000 คน ในระยะเวลา 10 ปี พบว่าโทรศัพท์มือถือ ไม่ได้มีส่วนเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งสมองชนิดเนื้องอกเยื่อหุ้มสมอง และเนื้องอกในระบบประสาทส่วนกลาง แม้จะคุยโทรศัพท์นานกว่า 30 นาที ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่า โทรศัพท์มือถือเป็นสาเหตุของการเกิดเนื้องอกในสมองได้โดยตรง พบแต่เพียงว่าผู้ที่คุยโทรศัพท์มือถือนานกว่า จะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือบ่อยครั้งแต่ระยะเวลาสั้น ๆ

ทั้งนี้ ใช่ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือจะไม่มีผลต่อสมองผู้ของใช้เลยเสียทีเดียว เพราะในวงการแพทย์ได้ยืนยันถึงผลกระทบของโทรศัพท์มือถือกับสมองไว้เรื่องหนึ่งว่า หากคุยโทรศัพท์มือถือนาน ๆ จะทำให้ผู้ใช้เกิดอาการปวดศีรษะ ผิวหนังเหี่ยวย่น ความจำแย่ลงด้วย

สรุปก็คือ ณ วันนี้ นักวิจัยยังไม่ฟันธงว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากโทรศัพท์มือถือจะส่งผลอันตรายต่อระบบสมอง หรือประสาท อย่างที่ใคร ๆ กลัวกัน มีแต่เพียงคำเตือนที่ว่า การใช้โทรศัพท์มือถืออาจทำให้ผู้ใช้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งสมองมากกว่าผู้ไม่ได้ใช้เท่านั้น และต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไปอีกในอนาคต

แต่ถ้าหากใครยังไม่แน่ใจ หรือเกรงว่าผลวิจัยในอนาคตจะออกมาตรงกันข้ามกับข้อมูล ณ วันนี้ เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เราก็ควรใช้โทรศัพท์มือถืออย่างระมัดระวังมากขึ้นโดย

เปลี่ยนไปใช้สมอลล์ทอล์ก หรือ บลูทูธ เพื่อหลีกเลี่ยงการถือโทรศัพท์แนบกับศีรษะ ไม่ควรคุยโทรศัพท์นานเกินไป โดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือประมาณ 15 นาที ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ หากอยู่ในบริเวณที่มีสัญญาณต่ำ เพราะจะทำให้โทรศัพท์ปล่อยคลื่นความถี่สูงกว่าปกติ อย่าให้เด็กเล็กใช้โทรศัพท์มือถือโดยเด็ดขาด หากไม่จำเป็นจริง ๆ

การติดตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ใกล้แหล่งชุมชน โรงเรียน และที่พักอาศัย ยังคงเป็นข้อกังขาของประชาชนอยู่ไม่น้อย เพราะชาวบ้านหลายคนต่างยืนยันว่าได้รับผลกระทบจากคลื่นไฟฟ้าของเสาสัญญาณโทรศัพท์ จนทำให้ทั้งตนเองและคนภายในครอบครัวต้องเจ็บป่วยและถึงขั้นเสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็ง

แต่ผลกระทบต่อสุขภาพของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ายังคงไม่ได้รับการยืนยันชัดเจนทางวิชาการ และอาการป่วยที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ต่อกรณีดังกล่าวนี้ รวมถึงยังไม่มีการยอมรับว่าคลื่นไฟฟ้าจากเสาสัญญาณโทรศัพท์เป็นสาเหตุของการก่อโรคมะเร็ง ทว่ายังมีนักวิชาการบางคนที่ยืนยันว่าผลกระทบต่อสุขภาพจากเสาส่งสัญญาณโทรศัพท์มีอยู่จริง

จากการศึกษาวิจัยระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงานกสทช.) กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในการลงพื้นที่สำรวจและวัคค่าระดับความแรงของการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเสาโทรศัพท์มือถือใน 5 ภูมิภาค อ้างว่า ข้อสรุปของผลการวิจัยตามมาตรฐานสากล

ประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบสถานีวิทยุคมนาคมที่ทำการตรวจวัดมีความปลอดภัยจากการได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกจากสถานีฐาน และการแผ่คลื่นไฟฟ้าจากเสาโทรศัพท์ในประเทศไทยยังถือว่าอยู่ในระดับที่ไม่ได้อันตรายรวมถึงไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ และยังยืนยันว่าค่าระดับความแรงของสัญญาณที่ส่งออกมาจากเสาโทรศัพท์ รวมถึงผลการวิเคราะห์ค่าดูดซับพลังงานจำเพาะที่บริเวณศีรษะนั้นอยู่ในระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ผลการวิจัยดังกล่าวมีผู้แย้งว่างานวิจัยไม่ครอบคลุม ไม่มีความชัดเจนทั้งทางด้านความปลอดภัยของชีวิตประชาชนและการอ้างอิง ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่อันตราย แต่ความจริงมีอันตราย

ดร.สุเมธ วงศ์พานิชเลิศ นักวิชาการอิสระ ที่ทำการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ยืนยันว่า ปัญหาทางสุขภาพที่เกิดจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกมาจากเสาสัญญาณโทรศัพท์ เกิดขึ้นจริง โดยผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้เสาและบริเวณใกล้เคียง จะมีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ วิงเวียนนอนไม่หลับ ความจำเสื่อม ขาดสมาธิ สั่นกระตุก และเศร้าสลด

รวมถึงโรคมะเร็งตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ของผู้ที่อาศัยรอบเสาภายในรัศมี 350-400เมตรเป็นเวลานาน ซึ่งอ้างอิงมาจากงานวิจัยของEger H et al.(2004) ว่าจะพบอัตราความเสี่ยงเพิ่มกว่า3เท่า และWolf and Wolf (2004) มีอัตราเสี่ยงเพิ่มถึง4.15เท่า

นอกจากนี้กรณีดังกล่าวกลายเป็นข้อถกเถียงที่ไม่ยุติลงง่ายๆ นักวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อย ได้เปิดเผยผลงานวิจัย ทั้งในเชิงระบาดวิทยา และการทดลองในสัตว์หรือเซลล์มนุษย์ จำนวนมาก ซึ่งต่างทำให้เชื่อได้ว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าตั้งแต่ 0 Hz.ถึง 300 Ghz. แม้มีความแรงต่ำก็สามารถส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ได้ทั้งสิ้น แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมักจะให้การปฏิเสธ หรือยืนยันว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่น่าจะส่งผลกระทบหากมีระดับไม่เกินกว่าเกณฑ์สากลที่กำหนด หรือไม่ก็มักจะอ้างว่า การให้บริการมีความปลอดภัยดี จนกว่านักวิทยาศาสตร์จะสามารถชี้ถึงสาเหตุที่มาว่าอันตรายจากคลื่นกำลังต่ำมีผลทางชีววิทยาอย่างไร ทำให้เกิดมะเร็งจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตามยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกไม่น้อยเช่นกันที่ยังไม่ยอมรับว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีผลต่อสุขภาพ และออกมาเผยแพร่หรือสนับสนุนงานวิจัยโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสรุปว่า คลื่นจากเสาสัญญาณหรือจากเครื่องโทรศัพท์ไร้สายยังไม่พบผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ในระยะสั้น แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถยืนยันในผลกระทบระยะยาวได้

ทั้งนี้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะเป็นประโยชน์เมื่อเหมาะสม แต่จะเป็นโทษหากไม่มีการควบคุม เพราะยังไม่มีข้อสรุปของเรื่องดังกล่าวอย่างแน่ชัด จึงต้องมีการหาทางออกร่วมกันระหว่าง ผู้ประกอบการที่ติดตั้งเสาสัญญาณโทรศัพท์ ชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนและกสทช. เพื่อหาข้อยุติและข้อตกลงที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ด้วย

Leave your vote

0 points
Upvote Downvote

Total votes: 0

Upvotes: 0

Upvotes percentage: 0.000000%

Downvotes: 0

Downvotes percentage: 0.000000%

Comments

comments

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here